“ตายาย” คดีเก็บเห็ดป่าสงวน ทวงหาคนร้ายตัวจริง จำใจรับสารภาพเหตุหูตึง-อ่านไม่ออก

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม   
17 มีนาคม 2559 15:20 น. (แก้ไขล่าสุด 17 มีนาคม 2559 15:57 น.)
“ตายาย” คดีเก็บเห็ดป่าสงวน ทวงหาคนร้ายตัวจริง จำใจรับสารภาพเหตุหูตึง-อ่านไม่ออก
        MGR Online - “ทนายสงกานต์” พาตายายจำเลยคดีบุกรุกตัดไม้ป่าสงวนแห่งชาติที่ จ.กาฬสินธุ์ ทวงความคืบหน้ากองปราบฯ หาคนร้ายตรัวจริง เผยเหตุที่รับสารภาพเข้าใจว่ากรณีเก็บเห็ด ประกอบกับหูตึงและอ่านหนังสือไม่ออก ซ้ำถูก จนท.ป่าไม้ตั้งข้อหาล่วงหน้าและตำรวจขอค้นจักรยานยนต์โดยไม่มีหมายศาล
       
       

       
       วันนี้ (17 มี.ค.) ที่กองปราบปราม เมื่อเวลา 10.30 น. นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ ได้พานายอุดม ศิริสอน อายุ 53 ปี และนางแดง ศิริสอน อายุ 50 ปี สองสามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 73 หมู่ 4 ต.โนนสะอาด อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ จำเลยในคดีบุกรุกแผ้วถางป่าไม้ ยึดถือ ครอบครอง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียสภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต, ทำไม้หวงห้ามและมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังไม่ได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ภายหลังเข้าไปเก็บเห็ดในเขตป่าสงวนแห่งชาติ บ้านหนองกุงไทย หมู่ 6 ต.โนนสะอาด อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.มานพ เดื่อมทั้น รองสารวัตร (สอบสวน) กก.3 บก.ป.เพื่อลงบันทึกประจำไว้เป็นหลักฐานกรณีที่ทั้งสองถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวข่มขู่คุกคาม รวมทั้งยังเข้าติดตามความคืบหน้าคดีที่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2557 เพื่อให้ดำเนินคดีต่อผู้บุกรุกลักลอบตัดไม้ในพื้นที่ 72 ไร่ ในป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว

“ตายาย” คดีเก็บเห็ดป่าสงวน ทวงหาคนร้ายตัวจริง จำใจรับสารภาพเหตุหูตึง-อ่านไม่ออก
        นายสงกานต์กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นนั้นสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 นายอุดม และนางแดง เป็นเพียงชาวบ้านที่เข้าไปเก็บเห็ดในพื้นที่ป่าดังกล่าวและได้จอดจักรยานยนต์ทิ้งไว้ในพื้นที่ ต่อมาเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ยกรถคันดังกล่าวไปตรวจสอบทะเบียนจนทราบว่ามีนายอุดมเป็นผู้ครอบครอง จึงมีการตั้งข้อกล่าวหาว่าทั้งสองว่าบุกรุกและตัดไม้ในพื้นที่ป่าแห่งนี้รวม 72 ไร่ โดยมีตอไม้ถึง 700 ตอ และมีการแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สภ.ยางตลาด แต่ระบุว่าทั้งสองได้บุกรุกป่าเข้าไปกระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 12-19 กรกฎาคม 2553 รวม 8 วัน คดีนี้ได้มีการส่งฟ้องถึงชั้นศาล จนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นสั่งจำคุกจำเลย 30 ปี จำเลยรับสารภาพ ศาลจึงพิจารณาลดโทษลงกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 15 ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ก่อนที่จะมีการยื่นฎีกา และมีการขอความช่วยเหลือกับทางเครือข่ายฯ เนื่องจากนายอุดม จำเลยในคดีนี้ เข้าใจว่าถูกจับกุมในกรณีที่เข้าไปเก็บเห็ด ประกอบกับเป็นคนหูตึง อ่านหนังสือไม่ออก จึงจำต้องรับสารภาพในคดีจนถูกศาลพิพากษาลงโทษ

“ตายาย” คดีเก็บเห็ดป่าสงวน ทวงหาคนร้ายตัวจริง จำใจรับสารภาพเหตุหูตึง-อ่านไม่ออก
        นายสงกานต์กล่าวต่อว่า หลังจากได้รับเรื่องร้องทุกข์จึงมีการช่วยเหลือด้วยการขอพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย และมีคำสั่งให้ไต่สวนข้อเท็จจริงคดีนี้ใหม่ทั้งหมด จนปรากฏข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ได้ยึดรถจักรยานยนต์ของจำเลยในป่าดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 แต่เจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาตั้งแต่วันที่ 12-19 กรกฎาคม เป็นการตั้งข้อหาล่วงหน้า แค่มีหลักฐานเพียงจักรยานยนต์ที่จอดทิ้งไว้เท่านั้น รวมทั้งจากสถานะของจำเลยก็เป็นไปไม่ได้ที่จะตัดไม้กันตามลำพัง 2 คน ในพื้นที่ 72 ไร่ นอกจากนี้ ในรายละเอียดต่างๆ ก็ชี้ชัดว่าหลังจากมีการร้องขอให้ไต่สวนข้อเท็จจริงในคดีนี้ จำเลยทั้งสองก็ถูกข่มขู่คุกคามจนต้องมีการแจ้งความดำเนินคดี

“ตายาย” คดีเก็บเห็ดป่าสงวน ทวงหาคนร้ายตัวจริง จำใจรับสารภาพเหตุหูตึง-อ่านไม่ออก
        นายสงกานต์กล่าวอีกว่า การที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้จึงมาขอชี้แจงกับทางจำเลยอย่างละมุนละม่อมในกรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ตนอยากจะชี้แจงว่ามันเลยขั้นตอนนั้นไปแล้ว นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมาก็มีตำรวจท้องที่เกิดเหตุพยายามจะเข้ามาหาจำเลยทั้งสอง โดยระบุว่าทางนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ใน จ.กาฬสินธุ์ จะให้ทั้งสองไปรับของขวัญเพราะสงสารทั้งสองอย่างมาก แต่ก็ปฏิเสธไป ระหว่างนั้นทางตำรวจก็มีการค้นรถโดยไม่มีหมายศาล เรื่องนี้ตนได้รายงานต่อศาลและสำนักงานคุมประพฤติได้ทราบไปแล้ว รวมทั้งได้พาจำเลยทั้งสองไปพบทางอธิบดีกรมคุ้มครองพยาน เนื่องจากทั้งสองได้แจ้งความดำเนินคดีต่อผู้ที่เข้าตัดไม้ในเขตป่าสงวนดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว

“ตายาย” คดีเก็บเห็ดป่าสงวน ทวงหาคนร้ายตัวจริง จำใจรับสารภาพเหตุหูตึง-อ่านไม่ออก
        ด้าน ร.ต.อ.มานพกล่าวว่า ในเบื้องต้นได้สอบปากคำผู้ร้องและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน อย่างไรก็ดี ในส่วนของคดีเดิมที่มีการแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้บุกรุกป่าพื้นที่ดังกล่าวรวม 72 ไร่นั้น ขณะนี้ได้ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาแล้ว
       
       


จำนวนคนโหวต 7 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 2 คน
29 %
ไม่เห็นด้วย 5 คน
71 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2016