สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 13-19 ส.ค.2560

โดย MGR Online   
19 สิงหาคม 2560 18:26 น. (แก้ไขล่าสุด 20 สิงหาคม 2560 00:18 น.)
       
คลิกที่นี่เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

       
       1. โจรใต้เหิมหนัก บุกปล้นรถ 6 คันจากเต็นท์รถสงขลาไปทำคาร์บอมบ์ ยิงตัวประกันดับ 1 เจ็บ 1 -ปะทะเจ้าหน้าที่ วิสามัญฯ คนร้ายดับ 1 !

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 13-19 ส.ค.2560
(บน) เต็นท์รถที่ถูกกลุ่มโจรใต้ปล้นรถกระบะไป 6 คัน เพื่อทำคาร์บอมบ์ (ล่าง) รถ 1 ใน 6 คันที่ถูกทำเป็นคาร์บอมบ์
        เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 16 ส.ค. ได้เกิดเหตุคนร้ายนับสิบคนแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ ก่อเหตุปล้นชิงรถกระบะยี่ห้อมาสด้า รุ่นธันเดอร์ สีบรอนซ์ ทะเบียน บง 8378 นราธิวาส ในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี แล้วปล่อยตัว 2 สามีภรรยาเจ้าของรถ โดยไม่ถูกทำร้ายแต่อย่างใด จากนั้นคนร้ายได้นำรถของสามีภรรยาไปก่อเหตุปล้นรถจากเต็นท์รถวังโต้ คาร์ เซ็นเตอร์ อ.นาทวี จ.สงขลา จำนวน 6 คัน โดยจับเจ้าของเต็นท์รถและพนักงาน 4 คนไปด้วย ก่อนใช้อาวุธปืนยิง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ นายสหรัฐ แหละนิ อายุ 19 ปี และมีผู้บาดเจ็บ 1 ราย คือ นายประธานพร นวลละมุน อายุ 23 ปี ส่วนอีก 2 รายวิ่งหลบหนีได้ คือ นายธานีศักดิ์ ยี่จีน อายุ 53 ปี เจ้าของเต็นท์รถ และนายจิรศักดิ์ รัตนพันธ์ อายุ 37 ปี
       
       ด้านนางสุภาพร แหละนิ มารดาของนายสหรัฐ ที่ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต กล่าวว่า ทันทีที่ทราบข่าวรู้สึกช็อกเป็นอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นกับครอบครัว และว่า การสูญเสียบุตรชาย ถือว่าส่งผลกระทบต่อครอบครัวอย่างมาก เนื่องจากยังมีน้องเล็กๆ ที่เรียนหนังสืออีก 4 คน โดยผู้ตายเป็นคนหาเลี้ยงดูครอบครัว ขอให้ผู้ที่ก่อเหตุกับบุตรชายถูกกระทำเช่นเดียวกับที่กระทำกับบุตรชาย
       
       ขณะที่นางกุณฑิพร บัวแก้ว ภรรยาของนายจิรศักดิ์ รัตนพันธ์ ที่ถูกคนร้ายจับ แต่หนีรอดมาได้ เผยว่า สามีเล่าให้ฟังว่า ก่อนที่คนร้ายจะนำตัวทั้ง 4 คนไปยิงทิ้งนั้น ทั้งหมดได้พยายามแยกย้ายกันวิ่งหนี แต่นายสหรัฐโชคร้ายถูกยิงที่ขาก่อน ทำให้ไม่สามารถวิ่งหนีได้ ส่วนอีก 2 คนที่รอดชีวิตนั้น คนร้ายยิงใส่ แต่ยิงไม่ออก จากนั้นคนร้ายได้ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ ทำให้มีชาวบ้านออกมาดูเหตุการณ์ คนร้ายจึงรีบขับรถหลบหนีไป
       
       สำหรับรถกระบะทั้ง 6 คันที่คนร้ายปล้นจากเต็นท์รถ ประกอบด้วย 1.รถมิตซูบิชิ ไทรทัน บฉ 7182 ยะลา 2.รถอีซูซุ แค็บ สีดำ บธ 4063 พัทลุง 3.รถอีซูซุ ดีแมคซ์ สีเทา ถศ 3050 กรุงเทพมหานคร 4.รถโตโยต้า วีโก้ สีดำ กอ 4995 สงขลา 5.รถอีซูซุ แค็บ สีบรอนซ์ทอง บห 5714 สงขลา 6.รถอีซูซุ รุ่นไฮแลนเดอร์ สีขาว ฆท 3327 กรุงเทพมหานคร
       
       หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ตั้งด่านตรวจและจุดสกัดทุกเส้นทาง ก่อนพบรถทั้ง 6 คันในจุดต่างๆ โดยรถมิตซูบิชิ ไทรทัน คนร้ายจอดทิ้งไว้ในพื้นที่เทพา ไม่พบคนร้ายและวัตถุระเบิด 2.รถอีซูซุ แค็บ สีดำ เจ้าหน้าที่ตั้งด่านสกัดและติดตามจากบ้านท่าเรือ อ.โคกโพธิ์ และวิสามัญคนร้ายเสียชีวิต 1 ราย ที่ถนนสาย 43 ใกล้ด่านเกาะหม้อแกง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ส่วนรถพบซุกซ่อนวัตถุระเบิด สำหรับคนร้ายที่ถูกวิสามัญฯ คือ นายนูร์ฮาซัน อาแว อายุ 26 ปี เป็นชาว จ.ปัตตานี 3.รถอีซูซุ ดีแมคซ์ สีเทา คนร้ายนำไปจอดทิ้งไว้ที่แยกนาเกตุ โคกโพธิ์ ไม่พบคนร้าย และไม่มีการซุกระเบิดไว้ในรถ 4. รถโตโยต้า วีโก้ สีดำ คนร้ายนำไปทำคาร์บอมบ์สะพานยาบี ไม่พบคนร้าย มีเจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บ 4 นาย 5.รถอีซูซุ แค็บ สีบรอนซ์ทอง คนร้ายนำไปจอดหน้าบ้านพักของตำรวจ สภ.มายอ จ.ปัตตานี ก่อนวิ่งหลบหนี จากนั้นได้เกิดระเบิดขึ้นที่รถ ส่งผลให้บ้านพักตำรวจได้รับความเสียหายนับสิบหลัง โชคดีไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ 6.รถอีซูซุ รุ่นไฮแลนเดอร์ สีขาว คนร้ายทิ้งไว้ที่คลองมานิง อ.เมือง จ.ปัตตานี ส่วนรถกระบะมาสด้าที่คนร้ายปล้นจากพื้นที่ อ.ยะรังนั้น เจ้าหน้าที่พบจอดทิ้งอยู่ในป่าสวนยางพารา ใน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา โดยไม่มีการซุกซ่อนระเบิดในรถ
       
       ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้านความมั่นคง กล่าวว่า กลุ่มคนร้ายน่าจะมีวัตถุประสงค์พิเศษ ไม่ใช่การสร้างสถานการณ์ปกติ และเป็นครั้งแรกที่คนร้ายอุกอาจปล้นเต็นท์รถในช่วงกลางวัน และว่า ก่อนเกิดเหตุ การข่าวมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าประมาณ 2 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงพยายามหาทางป้องกันอย่างเต็มที่ แต่ไม่ทราบว่าคนร้ายจะลงมือที่ใด
       
       ขณะที่ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 เผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถพบรถที่คนร้ายปล้นไปทั้งหมด โดยใช้เวลาเพียง 19 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ และว่า การพบรถอย่างรวดเร็วเกิดจากประชาชนร่วมแจ้งเบาะแส ส่วนกลุ่มก่อเหตุนั้น น้องๆ ที่ถูกใช้ให้ก่อเหตุบางส่วนไม่เต็มใจ แต่ถูกบีบบังคับก่อเหตุกับคนไม่มีทางสู้ ซึ่งไร้อุดมการณ์
       
       ด้าน พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เผยว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานเพื่อออกหมายจับคนร้ายในคดีนี้อย่างน้อย 4 คน ซึ่งเป็นกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นที่มีพื้นที่เคลื่อนไหวใน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา กับ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี โดยกลุ่มก่อเหตุมีประมาณ 7 คน คาดว่าจะสามารถพิสูจน์ทราบได้ทั้งหมดในเร็วๆ นี้
       
       ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุได้เตรียมระเบิด และไปก่อเหตุปล้นรถดังกล่าว ถือเป็นการกระทำที่อหังการมาก และว่า การก่อเหตุของกลุ่มดังกล่าว อย่าไปมองว่ามีช่องโหว่ เพราะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กว้าง ใครจะไปคิดว่าจะลงมือก่อเหตุที่ จ.สงขลา
       
       ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 ส.ค. พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี ได้เรียกประชุมด่วนชุดปฏิบัติการพิเศษ ก่อนเผยหลังประชุมว่า ขณะนี้สามารถระบุกลุ่มคนร้ายที่ร่วมก่อเหตุครั้งนี้ได้แล้ว แบ่งเป็น 3 ชุดปฏิบัติการระดับแกนนำคนสำคัญของกลุ่มก่อความไม่สงบ ประกอบด้วย 1.กลุ่มนายซอบือรี เจ๊ะหะ ทำหน้าที่ปล้นระกระบะจากพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ส่งต่อให้กลุ่มที่ 2 คือ นายมะนาเซ ไซดี นำลูกน้องไปก่อเหตุปล้นเต็นท์รถยนต์มือสองในพื้นที่ อ.นาทวี และ 3.จากนั้นรวมกับกลุ่มนายบูคอลี หลำโสะ ชุดประกอบระเบิดแสวงเครื่องให้เป็นรถคาร์บอมบ์ ก่อนจะให้แนวร่วมขับออกไปเตรียมการก่อเหตุตามจุดที่กำหนด
       
       2. ครม.ตั้ง คกก.ปฏิรูปประเทศ 11 ด้านล็อตแรกแล้ว 120 คน เหลืออีก 45 คน “บวรศักดิ์” นั่ง ปธ.ด้าน กม.- “เอนก” คุมด้านการเมือง!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 13-19 ส.ค.2560
(ซ้าย) นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน คกก.ปฏิรูปด้านกฎหมาย (ขวา) นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธาน คกก.ปฏิรูปด้านการเมือง
        เมื่อวันที่ 15 ส.ค. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการให้แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่างๆ รวม 11 ด้าน ตาม พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 ที่กำหนดให้มีคณะกรรมการปฏิรูปด้านละไม่เกิน 15 คน รวมทั้งหมด 165 คน มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี ซึ่งวันดังกล่าวที่ประชุมแต่งตั้งทั้งสิ้น 120 คน เหลืออีก 45 คน จะได้พิจารณาแต่งตั้งต่อไป
       
       พล.ท.สรรเสริญ เผยด้วยว่า ใน 120 คนที่แต่งตั้งไปแล้ว มีผู้หญิง 20 คน อายุของผู้ได้รับแต่งตั้งอยู่ระหว่าง 40-70 ปี จบการศึกษาปริญญาเอก 3 คน และเป็นไปในแนวทางที่นายกรัฐมนตรีเคยให้ไว้ว่า ควรมีข้าราชการประจำน้อยที่สุด โดยการแต่งตั้งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.เป็นต้นไป
       
       ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านทั้ง 11 ด้าน ประกอบด้วย นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านการเมือง, นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านการบริหารราชการแผ่นดิน, นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านกฎหมาย, นายอัชพร จารุจินดา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรม
       
       นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ, นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นพ.เสรี ตู้จินดา อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านสาธารณสุข, นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนและเทคโนโยลีสารสนเทศ, นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านสังคม, นายพรชัย รุจิประภา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านพลังงาน, นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ อดีตประธาน ป.ป.ช. เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
       
       พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า จากนี้ไป คณะกรรมการทั้ง 11 คณะ จะมีการประชุมเพื่อยกร่างแผนการปฏิรูปด้านต่างๆ จากนั้นจะนำแผนของแต่ละคณะมารวมกัน เพื่อกำหนดเป็นแผนปฏิรูประดับชาติ โดยคาดว่าแผนการปฏิรูประดับชาติจะใช้เวลา 8 เดือน ซึ่งจะแล้วเสร็จในเดือน เม.ย.2561
       
       พล.ท.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ในการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละคณะนั้น ทั้ง 11 คณะจะต้องติดตามการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น รัฐสภา ศาล กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ และหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งจะต้องถูกติดตามโดยคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้าน จากนั้นคณะกรรมการปฏิรูปทั้ง 11 ด้านจะต้องทำรายงานเสนอ ครม.และรัฐสภาให้รับทราบถึงผลการดำเนินการ จึงจะเห็นว่าทั้ง 11 คณะนั้นทำงานคุ้มค่ากับการแต่งตั้งหรือไม่ “คำถามยอดฮิตคือ ถ้าหน่วยงานใดไม่ทำตามคณะกรรมการปฏิรูปจะทำอย่างไร เรื่องนี้ได้ให้มีการเจรจาพูดคุย เพื่อขอทราบเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ทำ ถ้าสามารถรับได้ก็ค่อยว่ากัน แต่ถ้าเห็นว่าไม่เหมาะสม ก็ให้รายงานนายกฯ หรือรายงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่จะแต่งตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ดำเนินการกับหน่วยงานเหล่านี้ได้”
       
       3. สนช.รับหลักการวาระแรก กม.4 ชั่วโคตร พร้อมมีมติเอกฉันท์เซตซีโร่ กสม. ด้าน กสม.เตรียมพิจารณาจะเห็นแย้งหรือไม่!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 13-19 ส.ค.2560
(ซ้าย) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี (ขวา) นายวัส ติงสมิตร ประธาน คกก.สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)
        เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้มีมติ 150 ต่อ 0 งดออกเสียง 7 เสียง รับหลักการวาระแรกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม หรือกฎหมาย 4 ชั่วโคตร โดยได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ 29 คน เพื่อแปรญัตติใน 15 วัน และพิจารณาใน 60 วัน
       
       ทั้งนี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงหลักการและเหตุผลของร่างกฎหมายว่า รัฐบาลคำนึงถึงสถานการณ์ที่เคยเป็นมาและที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่การบริหารงานของรัฐจะต้องโปร่งใส มีธรรมาภิบาล มีความสุจริต ทุกคน ทุกตำแหน่ง ทุกหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจต่างๆ แม้จะมีกฎหมายกำหนดไว้แล้วหลายฉบับว่าสิ่งใดผิดหรือไม่ผิด แต่ก็ยังมีช่องว่างว่าสิ่งใดถือเป็นความผิดหรือไม่ถือเป็นความผิด และยังมีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างประโยชน์ส่วนตนหรือประโยชน์ส่วนรวมอยู่ จึงจำเป็นต้องสร้างความชัดเจนว่า สิ่งใดผิดหรือไม่ผิด
       
       เป็นที่น่าสังเกตว่า ได้มีการอภิปรายเกี่ยวกับร่างกฎหมายดังกล่าวอย่างกว้างขวาง ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย เพราะถือเป็นกฎหมายในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นในกรณีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่เป็นปัญหามานาน แต่มี สนช.ภาคธุรกิจ ได้แก่ นายเจน นำชัยศิริ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ และนายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ลุกขึ้นอภิปราย โดยเสนอให้มีการปรับแก้คำจำกัดความของคำว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐให้ชัดเจนขึ้น เพราะร่างที่รัฐบาลเสนอ กว้างขวางเกินไป และอาจจะมีปัญหาเรื่องการตีความ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลใช้โครงการประชารัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยให้ภาครัฐและเอกชนช่วยกันพัฒนาประเทศ แต่ด้วยความไม่ชัดเจนของคำจำกัดความ อาจทำให้ภาคเอกชนไม่มั่นใจและลังเลที่จะร่วมมือในโครงการประชารัฐก็เป็นได้ และอาจติดขัดจากการฟ้องร้อง จนโครงการของรัฐต่างๆ เกิดความล่าช้า และมีผลต่อการพัฒนาประเทศได้
       
       นอกจากนี้ในร่างกฎหมายดังกล่าว ยังมีข้อห้ามไม่ให้ข้าราชการที่เพิ่งเกษียณอายุไม่ถึง 2 ปี ห้ามเป็นกรรมการ ที่ปรึกษาในภาคธุรกิจเอกชน ทั้งๆ ที่คณะทำงานประชารัฐด้านสังคมก็มีความเห็นว่า คนอายุ 60 ปี ยังมีความสามารถที่จะทำงานได้ และยังเป็นที่ต้องการของภาคเอกชนอยู่ นอกจากนี้ยังมี สนช.บางส่วนข้องใจคำว่า “คู่สมรส” ว่ากินความแค่ไหน เพราะในความเป็นจริง อาจจะมีความสัมพันธ์แบบนอกสมรส เป็นกิ๊กกัน หรือแบบชายรักชายด้วย นายวิษณุจึงลุกขึ้นชี้แจงว่า เข้าข่ายด้วย เพราะร่างกฎหมายที่รัฐบาลเสนอ ครอบคลุมไว้ทั้งหมดแล้ว แม้แต่เพื่อนสนิทก็รวมอยู่ด้วย
       
       ทั้งนี้ วันเดียวกัน ที่ประชุม สนช.ยังได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) โดย พล.ร.อ.วัลลภ เกิดผล ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการได้พิจารณาร่างกฎหมายทั้งหมด 67 มาตรา มีการแก้ไขคำปรารภและแก้ไขทั้งหมด 18 มาตรา และว่า ประเด็นวาระการดำรงตำแหน่งของ กสม.นั้น สมาชิก สนช.และคณะกรรมาธิการฯ มีแนวคิดเป็น 3 แนวทาง 1.ให้ กสม.พ้นตำแหน่งทั้งหมดหลังจากกฎหมายประกาศใช้ 2.ให้ กสม.ดำรงตำแหน่งอยู่จนครบวาระ และ 3.ให้ กสม.ดำรงตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไป 3 ปี นับจากวันโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
       
       โดยหลังจากมีการพักการประชุมเพื่อให้คณะกรรมาธิการได้ไปประชุมหารือเรื่องการปรับแก้ เมื่อกลับมาประชุมอีกครั้ง พล.ร.อ.วัลลภ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการได้หารือกันแล้วเห็นว่า ให้กลับไปสู่ร่างเดิมในมาตรา 60 ตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ร่างมาโดยไม่มีการแก้ไข คือ ให้ กสม.พ้นตำแหน่งทั้งหมดทันทีหลังจากกฎหมายประกาศใช้ โดยที่ประชุมมีมติเห็นด้วยในมาตรา 60 ด้วยคะแนน 117 ต่อ 20 งดออกเสียง 8 และขอแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 61 เรื่องเวลาในการสรรหาคณะกรรมการเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ กสม.ชุดปัจจุบันจะรักษาการไปจนกว่าจะสรรหา กสม.ชุดใหม่ในระยะเวลา 320 วัน จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติวาระ 3 เห็นชอบร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด้วยคะแนน 199 งดออกเสียง 4 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง ถือว่าที่ประชุมมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่ หลังจากนี้ สนช.จะส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้ กสม.และ กรธ.เพื่อพิจารณาต่อไป
       
       ด้านนายวัส ติงสมิตร ประธาน กสม.กล่าวหลัง สนช.มีมติเซตซีโร่ กสม.ว่า ตนยอมรับและเคารพมติของ สนช. โดยหลังจากนี้ หาก กสม.ได้รับร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย กสม.จากทาง สนช.แล้ว จะมาประชุมพิจารณาว่า จะทำความเห็นแย้งเสนอกลับไปยัง สนช.เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนของการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายหรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า หากมีขั้นตอนใดที่จะทำให้เกิดความกระจ่างกับสังคมเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ทำให้มีการต้องเซตซีโร่ กสม. ก็พร้อมจะต่อสู้ทุกขั้นตอน ยืนยันว่า กสม.ชุดตนตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ที่ผ่านมาก็ทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ปรับปรุงการทำงานให้สอดคล้องกับกฎหมาย ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกละเมิดสิทธิอย่างเต็มที่
       
       4. ศาลพัทยา อนุญาต 4 แกนนำ นปช.”วรชัย-นิสิต-พายัพ-สมญศฆ์” ประกันตัว คดีบุกล้มการประชุมอาเซียนที่พัทยา!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 13-19 ส.ค.2560
ภาพเหตุการณ์เมื่อครั้่งแกนนำ นปช.และแนวร่วมพังประตูบุกโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2552
        เมื่อวันที่ 18 ส.ค. เรือนจำพิเศษพัทยา จ.ชลบุรี ได้ปล่อยตัวแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) จำนวน 4 คน ซึ่งเป็นจำเลยคดีบุกรุกโรงแรมรอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน เมื่อปี 2552 หลังศาลพัทยามีคำสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ได้แก่ นายวรชัย เหมะ, นายนิสิต สินธุไพร, นายสมญศฆ์ พรมภา และนายพายัพ ปั้นเกตุ
       
       อย่างไรก็ตาม สำหรับนายนิสิต สินธุไพร หลังศาลพัทยาอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ยังไม่สามารถออกมาได้ เนื่องจากยังติดหมายขังของศาลทหาร คาดว่าอาทิตย์หน้าจะออกมาได้ ทั้งนี้ หลังจากทั้ง 3 คนก้าวออกจากเรือนจำ นายสมญศฆ์ และนายพายัพ ได้เดินขึ้นรถที่มารอรับ และเดินทางออกจากเรือนจำทันที ส่วนนายวรชัย ได้เดินทางไปไหว้ศาลที่หน้าเรือนจำ
       
       ด้านนายณัฐพล ปัญญาสูง ทนายความ เปิดเผยว่า ทางครอบครัวของจำเลยทั้งสี่ได้ใช้เงินสดจำนวน 1,500,000 บาท เป็นหลักทรัพย์ในการประกันตัว ซึ่งทุกคนขอบคุณทางศาลที่ยังให้การปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อมาสู้คดี นอกจากนี้ บุคคลที่เหลืออีก 3 คน ประกอบด้วย ส.อ.สำเริง ประจำเรือ, นายวันชนะ เกิดดี และนายสิงห์ทอง บัวชุม ทางญาติก็ได้ทำเรื่องประกันตัวเช่นกัน โดยจะทราบคำสั่งว่าศาลจะอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ในวันจันทร์ที่ 21 ส.ค. ซึ่งทุกคนหวังว่าศาลจะอนุญาตปล่อยตัวเหมือนคนอื่นๆ
       
       ขณะที่นายวรชัย เหมะ เปิดเผยว่า ดีใจ และขอขอบคุณศาลยังให้ความยุติธรรมในการให้ประกันตัว ส่วนอนาคตคงจะใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว และเดินทางไปไหว้พระทำบุญขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่อไป
       
       สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำคุกแกนนำ นปช.จำเลย 13 คน คนละ 4 ปี และปรับคนละ 200 บาท ประกอบด้วย นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง, นายนิสิต สินธุไพร, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายวรชัย เหมะ, นายวันชนะ เกิดดี, นายพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง, นายศักดา นพสิทธิ์, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, นายนพพร นามเชียงใต้, นายสำเริง ประจำเรือ, นายสมญศฆ์ พรมภา, นพ.วัลลภ ยังตรง และนายสิงห์ทอง บัวชุม
       
       สำหรับนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ขณะนี้อยู่ระหว่างรับโทษจำคุกในคดีที่ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีปราศรัยหมิ่นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และกล่าวพาดพิงสถาบัน
       
       5. ศาลพิพากษาจำคุก “ไผ่ ดาวดิน” 5 ปี ไม่รอลงอาญา คดีหมิ่นเบื้องสูง-ผิด พ.ร.บ.คอมฯ เจ้าตัวสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 13-19 ส.ค.2560
นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน จำเลยคดีผิด ม.112 - พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
        เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ศาลจังหวัดขอนแก่นได้นัดสืบพยานโจทก์คดีที่อัยการยื่นฟ้องนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ในคดีกระทำความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีแชร์บทความเรื่อง “พระราชประวัติกษัตริย์พระองค์ใหม่ของไทย” ของเว็บไซต์บีบีซีไทย ไว้บนเฟซบุ๊กส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันได้สืบพยานโจทก์ นายจุตภัทร์ได้แจ้งว่า ขอรับสารภาพ ศาลจึงได้งดสืบพยานโจทก์ และอ่านคำพิพากษาสินคดี โดยมีคำสั่งจำคุกผู้ต้องหาตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา ม.112 เป็นเวลา 5 ปี แต่ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ จึงเห็นควรลดโทษลงครึ่งหนึ่ง คงเหลือ 2 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
       
       หลังฟังคำพิพากษา นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในฐานะทนายความของนายจตุภัทร์ กล่าวว่า ผู้ต้องหาได้รับโทษมาตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.2559 จะครบกำหนดการคุมขัง 8 เดือน ในวันที่ 22 ส.ค. นี้ เท่ากับว่าผู้ต้องหาจะถูกคุมขังในคดีนี้ต่อไปอีก 1 ปี 10 เดือน หรือ 22 เดือน ส่วนจะมีการยื่นอุทรณ์ต่อศาลหรือไม่นั้น คงต้องปรึกษากับครอบครัวและผู้ต้องหาอีกครั้ง ซึ่งมีเวลา 30 วันตามขั้นตอนของกฎหมาย
       
       นายกฤษฎางค์ เผยด้วยว่า ผู้ต้องหายังมีคดีที่อยู่ในชั้นศาลอีก แยกเป็น ศาล มทบ.23 ว่าด้วยความมั่นคง และศาล จ.ภูเขียว ตามความผิดกฎหมายประชามติ ซึ่งทีมทายความจะหารือร่วมกันในการต่อสู้คดีที่ยังเหลือต่อไป
       
       ด้านนายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดา ไผ่ ดาวดิน กล่าวว่า เมื่อลูกถูกศาลพิพากษาให้จำคุก ครอบครัวก็เสียใจ และเชื่อว่าทุกครอบครัวไม่มีใครอยากให้ลูกนั้นต้องถูกจำคุก และว่า หลักฐานที่ไผ่คัดลอกข้อความของเว็บไซต์บีบีซีไทย มาลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นการกระทำที่คนอีก 2,500 คนกระทำการเช่นกัน แต่มีเพียงไผ่ที่ถูกจับกุมดำเนินคดี และไม่ให้ประกันตัว อีกทั้งการพิจารณาคดีความดังกล่าวนั้นเป็นทางลับ ซึ่งถือว่าเป็นการสู้แบบถูกบีบบังคับ และไม่เป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณชน แม้องค์กรระหว่างประเทศจะออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ก็ตาม และว่า อีกหนึ่งเหตุผล คือ ไผ่ต้องการยุติความขัดแย้งด้านต่างๆ ลงด้วยตัวเอง เพราะที่ทราบคือ คดีนี้สร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในด้านต่างๆ ดังนั้น เมื่อลูกตัดสินใจก็ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด
       
       นายวิบูลย์ กล่าวด้วยว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้อนุมัติให้ไผ่จบการศึกษาปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์แล้ว ซึ่งได้ลงทะเบียนเสียเงินขอรับปริญญาแล้ว เมื่อไผ่ถูกจำกัดสิทธิ ก็คงไม่ได้รับปริญญาตรีในปีนี้ ส่วนอนาคตของลูกชายจะเรียนปริญญาโทต่อ หรือไปเป็นทนายความเหมือนพ่อ ก็เป็นสิ่งที่เขาคิด และตัดสินใจเอง

ยังไม่มีผู้โหวต
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017