เจาะขบวนการค้าสัตว์ป่าหายากส่งจีน'ตัวนิ่ม-เสือ'ผลิตยาโด๊ป-โรคหัวใจกิน'เขากวางอ่อน'เสี่ยงตาย

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์   
16 เมษายน 2552 12:29 น.
        ข้อมูลกรมศุลกากรชี้ชัด การลักลอบค้าสัตว์ป่าหายากส่งจีนนับวันยิ่งมากขึ้น เพราะคนจีนเชื่อทำยาโด๊ป-เพิ่มสมรรถภาพเพศชายได้ผลดี! มูลนิธิเพื่อนป่าชี้ 'ตัวนิ่ม-เสือ' 2 สัตว์หายากสถิติจับกุมสูงสุดตามด้วย 'นอแรด-งาช้าง' ด้านอาจารย์แพทย์แผนจีน ม.หัวเฉียวระบุ สัตว์บางชนิดไม่มีคุณสมบัติเป็นยาโด๊ป แต่เป็นแค่ความเชื่อเท่านั้น ส่วน คนเป็นโรคหัวใจ กิน 'เขากวางอ่อน-เลียงผา' อาจถึงตาย
       
       ข่าวคราวการลักลอบขนส่งสัตว์ป่าหายาก นับเป็นข่าวหนึ่งที่สร้างความน่าสนใจให้สังคมไม่น้อย และเหตุผลหลักในการลักลอบขนส่งนำสัตว์ป่า รวมถึงสัตว์หายากต่างๆ มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือนำมาแปรรูปเป็น 'ยาโด๊ป' ตามความเชื่อของคนจีนแทบทั้งสิ้น!
       
       เพื่อนป่าแฉขบวนการ
       ลักลอบค้าสัตว์หายาก

       
       บุษรา ธีรกัลยาณพันธุ์ เจ้าหน้าที่สนับสนุนโครงการอาวุโสมูลนิธิเพื่อนป่า เปิดเผยว่าการลักลอบขนส่งสัตว์ป่าหายากต่างๆ ตามริมชายแดนไทยมีมานานแล้ว โดยเฉพาะสัตว์ที่เชื่อว่ามีสรรพคุณทางยาโด๊ป หรือ ยาบำรุงสมรรถภาพทางเพศ โดยจากการสำรวจข้อมูลพบว่า สัตว์ป่าที่ได้รับความนิยมในการค้าขายมากที่สุดในเวลานี้ มีอยู่ 2 ชนิดคือ ตัวนิ่ม และ เสือ
       
       'ตัวนิ่ม' ถือเป็นสัตว์ป่าที่มีการลักลอบค้าขายเป็นอันดับ 1 แม้ว่าการจับกุมแต่ละครั้งจะมีการจับกุมตัวนิ่มในคดีเล็กๆน้อยๆ แต่พบว่าในการจับกุมส่วนใหญ่จะมีตัวนิ่มรวมอยู่ด้วยเสมอ โดยล็อตใหญ่ที่เคยจับได้ในประเทศไทย จะมีการขนส่งตัวนิ่มประมาณ 200-300 ตัว ส่วนล็อตเล็กๆที่มีตัวนิ่มประมาณ 100 ตัว ถือเป็นล็อตที่จับได้บ่อยครั้งที่สุด โดยเส้นทางขนส่งตัวนิ่ม มักจะมีการนำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ผ่านเข้าไทย ไปลาว บางส่วนไปขายที่เวียดนาม และบางส่วนไปขายในประเทศจีน โดยใช้ทั้งเส้นทางขนส่งทางเรือ และการขนส่งทางบก ซึ่งในไทยที่มีการจับกุมได้นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการขนส่งทางบก
       
       ส่วนประเทศที่นิยมกินสัตว์หายากต่างเชื่อว่ามีสรรพคุณทางยาเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ มี 3 ประเทศได้แก่ จีน ฮ่องกง และเวียดนาม
       
       'อินโดนีเซียถือเป็นแหล่งใหญ่ที่มีการลักลอบขายตัวนิ่ม ส่งไปให้ทางจีน ล็อตหนึ่งที่มีการจับได้ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 2,000 ตัว'
       
       โดยตัวนิ่มนั้น ราคาต้นทางจากอินโดนีเซีย ถ้าเป็นราคาเนื้อ(ตัวนิ่ม) จะมีราคาประมาณ 55 เหรียญต่อกิโลกรัม ขณะที่เกล็ดของตัวนิ่มจะอยู่ที่ประมาณ 60 เหรียญต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาตัวนิ่มที่ราคาท้องตลาดระหว่างประเทศ (international market) จะอยู่ที่ประมาณ 112-200 เหรียญต่อกิโลกรัม และเกล็ดตัวนิ่มจะอยู่ที่ประมาณ 400 เหรียญต่อกิโลกรัม
       
       'ที่น่าสนใจคือราคาปลายทางที่ประเทศจีน มีการประเมินราคาต่อตัวไว้ว่า ตัวนิ่มขนาดมาตรฐานคือมีน้ำหนักประมาณ 7 กิโลกรัมต่อตัว ถ้ามีการซื้อจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีราคาประมาณ 45 เหรียญสหรัฐต่อตัว แต่หากซื้อที่ชายแดนจีนจะอยู่ที่ 75 เหรียญต่อตัว ขณะที่ราคาตลาดถึงคนกลาง อยู่ที่ประมาณ 100 เหรียญต่อตัว และเมื่อนำขึ้นภัตตาคาร ตัวนิ่มตัวนี้จะมีราคาสูงถึง 160 เหรียญต่อตัว'
       
       ขณะที่ 'เสือ' เป็นสัตว์ประเภทที่ 2 ที่มีการจับกุมการลักลอบค้าขายกันอย่างผิดกฎหมาย โดยเสือ ที่เวียดนามจะมีราคาขายแยกเป็นเนื้อกับกระดูก เนื้อมีราคา 200 เหรียญต่อกิโลกรัม ขณะที่กระดูกสมบูรณ์ของเสือ 1 ตัว จะมีราคาขายอยู่ที่ 1,000 เหรียญต่อกิโลกรัม โดยกระดูกสมบูรณ์ของเสือจะเก็บสต๊อกเอาไว้เพื่อทำยาจีนบำรุง
       
       สำหรับสัตว์ตระกูลเสือ เช่น เสือโคร่ง เสือลายเมฆ เสือดำ และเสือขนาดเล็กอื่นๆก็ได้รับความนิยมในการรับประทานเพราะเชื่อในสรรพคุณทางยาโด๊ปเช่นกัน และการลักลอบขายเสือมักจะมีต้นทางจากประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน แต่มีบางส่วนที่จับได้จากป่า และบางส่วนเป็นการลักลอบขายจากฟาร์มเลี้ยงเสือต่างๆ ซึ่งจะมีการชำแหละชิ้นส่วนอวัยวะออกก่อนที่จะลำเลียงนำส่งต่อ
       
       ทั้งนี้เวลาที่ถูกจับกุมมักจะพบว่ามีการนำมาลักลอบค้าขายร่วมกับตัวนิ่มด้วย ซึ่งแม้เสือจะมีปริมาณการขายที่น้อยกว่า แต่มูลค่าของเสือนั้นมีมากกว่าตัวนิ่มมาก จุดที่พบว่ามีการลักลอบค้าขายเสือมากนั้น จะพบในบริเวณชายแดนภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดหนองคาย และจังหวัดนครพนม ซึ่งบางจุดเป็นเส้นทางทับซ้อนกับการลักลอบขายตัวนิ่มด้วย ขณะที่ราคาในตลาดมืด เสือจะมีราคาสูงถึง 1,300-20,000 เหรียญสหรัฐ แล้วแต่ขนาดและชนิดพันธุ์ด้วย
       
       นอกจากนี้จะมีการลักลอบสัตว์อื่นๆ ด้วย ได้แก่ นอแรด ซึ่งมีการลักลอบค้าขายมากเป็นอันดับ 3 มีราคาสูงถึง 50,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1 กิโลกรัม โดยมักจะมีการนำนอแรดไปบดเป็นผง ผสมในยาจีน เช่นเดียวกับ งาช้างที่ได้รับความนิยมเป็นลำดับต่อมา และ เต่า ทั้งเต่าบก เต่าน้ำจืด งู ลิงแสม นางอาย อูฐ ลิง ค่าง อุรังอุตัง หมี นก ไก่ฟ้า เก้ง รวมทั้งตะกวดที่เพิ่งมีการจับกุมล็อตใหญ่กว่า 1,000 ตัวที่ภาคใต้ของไทยในราคาขายกิโลกรัมละประมาณ 500 บาท ล้วนเป็นสัตว์ที่เคยมีการลักลอบค้าขายโดยใช้ไทยเป็นจุดผ่านทางทั้งสิ้น
       
       บทลงโทษอ่อน-ข้อมูลลักลอบเพิ่ม
       
       ทั้งนี้ บุษรา กล่าวว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้การลักลอบค้าสัตว์ป่าหายากและสัตว์ป่าสงวนเหล่านี้เป็นเพราะมาตรการภาครัฐที่ยังไม่เข้มงวดเพียงพอ โดยเฉพาะกฎหมายควบคุม คือ พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่า 2535 ที่ปัจจุบันมีการจับกุมผู้ลักลอบได้ก็มีบทลงโทษในกฎหมายระบุแค่เพียง จำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท ซึ่งในแง่ของความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่ลักลอบมักจะเจอแค่โทษปรับ และปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับมูลค่าสัตว์ที่ลักลอบนำไปขายแล้ว ถือว่าเป็นเงินที่ถูกปรับเป็นเงินจำนวนน้อยมาก ซึ่งคุ้มกับค่าเสี่ยง
       
       ด้านข้อมูลจากกรมศุลกากร ด้านการจับกุมการลักลอบค้าขายสัตว์สงวนและพืชสงวน (ส่วนใหญ่เป็นสัตว์สงวน) พบว่า ในปีงบประมาณ 2548 มีการจับกุมทั้งหมด 18 ราย มูลค่า 542,076 บาท ในปีงบประมาณ 2549 มีการจับกุม 22 ราย มูลค่า 4,193,596 บาท ปีงบประมาณ 2550 มีการจับกุม 27 ราย มูลค่า 7,541,353 บาท ปีงบประมาณ 2551 มีการจับกุม 38 ราย มูลค่า 9,641,263 บาท ส่วนปีงบประมาณ 2552 เป็นข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551-มีนาคม 2552 เพียงแค่ 5 เดือนมีการจับกุมผู้ลักลอบค้าขายแล้ว 16 ราย มูลค่า 20,420,227 บาท จะเห็นได้ว่าการลักลอบค้าขายสัตว์สงวนและพืชสงวนมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี
       
       ที่น่าสนใจคือข้อมูลนี้ ยังไม่รวมถึงผู้ลักลอบค้าขายสัตว์สงวนและพืชสงวนที่ยังไม่ถูกจับกุม คาดว่าคงมีอีกจำนวนไม่น้อย ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงยิ่ง
       
       และยิ่งเป็นข้อมูลที่ตอกย้ำได้ว่า ความนิยมในการนำสัตว์หายากเหล่านี้ไปทำเป็นยาโด๊ปเพื่อเพิ่มสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย ที่ยิ่งนับวันยิ่งมีความต้องการมากขึ้น!
       
       ความเชื่อ - ตำราแพทย์จีนเรื่องยาโด๊ป
       
       อาจารย์โสรัจ นิโรธสมาบัติ อาจารย์ประจำคณะการแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า ความเชื่อที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานของคนจีน คือการกินอะไร (ของสัตว์) รักษาอย่างนั้น คือหมายความว่า หากร่างกายเจ็บป่วยที่ใด ก็ให้กินอวัยวะของสัตว์ต่างๆ เพื่อรักษาส่วนนั้น เช่น คนเป็นเบาหวาน ก็ให้กินตับอ่อนของหมู เพื่อเข้าไปรักษาโรคของคน ซึ่งที่ผ่านมาก็พบว่าความเชื่อนี้ส่วนใหญ่จะได้ผลเป็นจริงตามนั้น แต่ส่วนใหญ่แพทย์จีนจะนิยมให้คนป่วยกินอวัยวะของหมู เนื่องจากหมูเป็นสัตว์ที่ไม่มีพิษ และมีสถานะเป็นกลาง มีคุณสมบัติทางหยินหยางที่เรียกว่าไม่ร้อนเกินไป และไม่เย็นเกินไป ถือว่าดีต่อสุขภาพ
       
       ความเชื่อนี้นอกจากจะกินเพื่อรักษาอาการป่วยตามอวัยวะต่างๆของมนุษย์แล้ว หลายคนได้นำเอาความเชื่อนี้มาใช้สำหรับกระตุ้นความเป็นชายด้วย โดยนิยมกินอวัยวะเพศของสัตว์ต่างๆ
       
       'มีได้ผลเหมือนกัน เมื่อกินอวัยวะเพศของสัตว์บางชนิด แต่ไม่จำเป็นว่าต้องกินอวัยวะของสัตว์ที่หายาก เช่นเสือ หรือช้าง เพราะเป็นแค่ความเชื่อเท่านั้นว่าของเสือของช้างจะดีกว่าอย่างอื่น'
       
       ทั้งนี้ไม่ใช่ทุกคนที่กินอวัยวะเพศสัตว์แล้วจะได้ผล เพราะควรจะให้แพทย์จีนเป็นผู้วิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงก่อน เช่น ส่วนใหญ่คนที่อวัยวะเพศไม่แข็งตัว เกิดจากไตหยางพร่อง ฉะนั้นจึงนิยมใช้อวัยวะเพศของสัตว์มาบำรุง แต่บางคนมีสาเหตุจากความร้อนชื้นในร่างกาย ทำให้เชื้ออสุจิไม่แข็งแรง ก็ห้ามใช้ยาโด๊ปต่างๆ เพราะจะทำให้ร่างกายยิ่งมีสภาพความร้อนมากขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายถึงตายได้ กรณีนี้แพทย์จีนจะรักษาโดยใช้ยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ระบายความร้อนเข้าช่วย ฉะนั้นจึงไม่ควรไปซื้อยาโด๊ปต่างๆ มากินเอง
       
       สัตว์ไหนโด๊ปจริง-ปลอม
       
       อีกทั้งอาการหลายๆ อย่างของสุขภาพเพศชาย สามารถใช้สมุนไพรจีนบางตัวมารักษาแทนได้ ไม่จำเป็นต้องหาอวัยวะของสัตว์หายาก หรือสัตว์สงวนมากิน ซึ่งความเชื่อในของหายากเหล่านี้บางอย่างก็ไม่ตรงกับความรู้ทางการแพทย์แผนจีน เช่น
       
       ตัวนิ่ม ในทางการแพทย์แผนจีนจะไม่ใช่เนื้อในการรักษา แต่จะเน้นการใช้เกล็ดของตัวนิ่มในการทำยารักษาโรค มีคุณสมบัติสำคัญคือสามารถรักษาโรคเนื้องอก,ก้อนเนื้อต่างๆ,โรคเกาท์,ปวดเมื่อยร่างกาย,เหน็บชา,ฝี,หนอง,ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ,และมักใช้ในการช่วยเพิ่มน้ำนมให้คนหลังคลอดบุตร ซึ่งจะนำเอาเกล็ดตัวนิ่มมาบดผสมน้ำกิน หรือต้มกับสมุนไพรตัวอื่น จะช่วยให้เลือดหมุนเวียนดี จึงมักใช้กับอาการที่เกี่ยวกับเส้นเลือด เส้นลมปราณต่างๆ ส่วนนี้ทำให้คนนิยมนำไปใช้กับอาการอวัยวะเพศไม่แข็งตัวด้วย แต่ความจริงแล้วไม่เกี่ยวกันนัก และสามารถใช้สมุนไพรจีนตัวอื่นแทนได้ เช่น เมล็ดพืชที่ชื่อ หวัง ปู้ หลิว สิง สามารถนำมาใช้แทนเกล็ดตัวนิ่มได้
       
       เขากวางอ่อน,เขาเลียงผา ทางการแพทย์จีนนั้น ทั้ง 2 จะมีสรรพคุณในการ บำรุงไต บำรุงเลือด กระดูก ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นยาโด๊ปได้ก็จริง แต่สำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ หากกินเขากวางอ่อนและเขาเลียงผาเข้าไป จะถือว่าเป็นอันตรายมาก เพราะจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ส่วนคนที่เป็นไข้หวัด มีอาการตัวร้อน หากกินเขากวางอ่อนและเขาเลียงผาเข้าไป ก็จะทำให้เลือดกำเดาไหลได้
       
       ส่วน นอแรด ตัวนี้น่าสนใจเพราะมีความเชื่อมาอย่างยาวนาน ว่าหากใช้เป็นส่วนผสมของยาโด๊ปจะทำให้ยามีฤทธิ์แรง แต่ความจริงตามการแพทย์จีน นอแรดไม่ได้มีผลดังกล่าวเลย แต่มักนำมาใช้ในการรักษาคนที่มีอาการตัวร้อนจัด หรือร้อนเข้ากระแสเลือด จนเกิดปานแดงหรือจุดแดงๆที่ผิวหนัง เมื่อใช้รักษาโรคก็จะทำให้เลือดเย็นขึ้น ซึ่งในประเทศจีนปัจจุบันได้ใช้ เขาควายแทนนอแรดในการรักษาโรคได้เช่นกัน
       
       สำหรับ เนื้อตะกวดหรือตัวเงินตัวทอง หรือ เนื้อจรเข้ ที่คนจีนนิยมรับประทาน ทางการแพทย์แผนจีนก็ไม่ได้ใช้เนื้อตะกวดหรือเนื้อจระเข้มารักษาโรคแต่อย่างใด แต่ทุกวันนี้คนจีนก็ยังนิยมทานอาหารป่าเหล่านี้มากขึ้น อย่างจระเข้ มีคุณสมบัติเป็นหยิน เชื่อว่ากินเพื่อบำรุงหยิน ซึ่งอาจเกิดจากการที่เนื้อสัตว์พวกนี้มีไขมันต่ำ โปรตีนสูง ด้วย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีในการบำรุงร่างกาย แต่ก็สามารถใช้เนื้อสัตว์อื่นๆ แทนได้เช่นกัน
       
       ส่วน กระดูกเสือ กระดูกเสือไม่มีการนำมาใช้การแพทย์จีน แต่เป็นความเชื่อเรื่องกินอะไรรักษาอย่างนั้น ซึ่งคนที่กินกระดูกเสือจะเชื่อว่าเป็นการบำรุงกระดูกสันหลัง สำหรับคนที่ปวดหลัง ปวดเอว ซึ่งความเชื่อนี้คนจีนก็ยังเชื่อว่าได้ผลดี แต่ไม่ได้ใช้ในยาโด๊ปตามความเชื่อที่มีการลักลอบซื้อขายกัน
       
       อัณฑะแมวน้ำ
       ม้าน้ำ ยาโด๊ปตัวจริง

       
       อย่างไรก็ดี ตัวสัตว์หายากที่มีการใช้ในวงการแพทย์จีนจริงๆ นั้นจะมีอยู่ 2 ตัว คือ แมวน้ำ มักใช้ลูกอัณฑะ และอวัยวะเพศของแมวน้ำ และม้าน้ำ ในการรักษาอาการอวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว เชื้ออสุจิไม่แข็งแรง และช่วยสำหรับผู้ที่ไม่มีบุตรได้
       
       ทั้งนี้ตำราแพทย์จีนฉบับล่าสุดนั้น มีสมุนไพรกว่า 8 หมื่นชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรจากพืช และมีสมุนไพรจากสัตว์เพียงแค่ประมาณ 1,500 ชนิด ซึ่งไม่ว่าจะเป็นโรคใด คนสามารถใช้พืชมารักษาอาการนั้นๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาที่ทำมาจากสัตว์หายากเท่านั้น จึงไม่ควรที่จะลักลอบนำสัตว์หายากมาค้าขายกัน และควรช่วยกันสงวนสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์เหล่านี้ไว้จะดีกว่า

จำนวนคนโหวต 2 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017