“วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์” A life of a day

โดย MGR Online   
12 กรกฎาคม 2552 18:34 น.
“วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์”  A life of a day
        คงไม่แปลกหากบอกว่าความใฝ่ฝันของผู้ชายอย่าง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด หรือที่ใครๆ เรียกเขาว่า โหน่ง a day คือ การได้นั่งเรือไปเห็นปลาวาฬสักครั้งในชีวิต อาจจะดูเป็นฝันของชีวิตที่เรียบง่าย กับผู้ชายคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบความสำเร็จแบบคิดนอกกรอบของหลายๆคน ในการสร้างธุรกิจ แต่ความเรียบง่ายที่เขาอยากสัมผัสไม่ได้บ่งบอกว่าไฟแห่งความคิดสร้างสรรค์ของเขาจะแผ่วลง แม้ช่วงหนึ่งก้าวย่างในการเดินของชีวิตของเขาช้าลงไปมาก แต่ก็เป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะไม่ว้าจะอย่างไรเขาบอกว่า ต่อมผลิต Ambition หรือความทะยานอยาก ในตัวของเขายังคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา
       

       
       8 ปีที่แล้ววงศ์ทนงเริ่มต้นทำนิตยสาร a day ด้วยวิธีการคิดนอกกรอบ ด้วยวิธีการระดมทุน ขายหุ้นให้กับกลุ่มคนทั่วไปที่ชื่นชอบงานเขียนและสนใจไอเดียของเขา เท่านั้นไม่พอเขายังวางคอนเซ็ปต์นิตยสาร a day เป็นนิตยสารสำหรับคนช่างคิด เจ้าไอเดีย ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทำให้วงศ์ทนงกลายเป็นต้นแบบทางความคิดของคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย
       
       “ถ้าถามผมว่าทุกวันนี้ผมพอหรือยัง คิดว่าจะหยุดหรือยัง ผมว่าอาจมีช่วงที่พักบ้าง แต่ยังไม่ได้พอแบบจริงๆ จังๆ ผมมองว่าบางที Ambition มันก็มีประโยชน์กับชีวิตนะ ทำให้เราไม่ยอมจำนน ไม่ยอมแพ้ และเป็นเสมือนแรงผลักดันให้เราทำและพัฒนาตัวเองต่อไป คือโดยพื้นฐานชื่อว่าคนทุกคนดีและมีความสามารถมากกว่าที่เขาคิดว่าเขามี
       
       ตั้งแต่ทำหนังสือมา ผมรู้สึกว่ามนุษย์ที่เจ๋งที่สุด คือมนุษย์ที่รู้จักพอ รู้จักหยุด มนุษย์คนไหนที่กำหนดเช่นนี้ได้นั่นคือยอดมนุษย์ มันก็มีบ้างที่เราเห็นใครที่มี เราก็อยากมีบ้าง อย่างเพื่อนผมบางคนมีบ้านหลังเบอเริ่มเลย ทั้งๆ ที่เป็นผู้กำกับโฆษณา แต่เราเป็นถึงเจ้าของกิจการ แต่เอ๊! ทำไมถึงจนกว่า หรือเห็นเพื่อนบางคนขับมินิ โอ้โห อยากมีบ้าง ซึ่งมันก็ธรรมดาของความเป็นมนุษย์ปุถุชน”


“วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์”  A life of a day
        วงศ์ทนงมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นธรรมดาของชีวิต ความอยากมีอยากได้เป็นเรื่องของปุถุชน เช่นเดียวกับความสำเร็จ หรือความล้มเหลว ที่มักจะแวะเข้ามาเยี่ยมเยือนชีวิตเราเป็นปกติ สำหรับวงศ์ทนง คนอื่นๆ อาจจะมองเฉพาะด้านที่ประสบความสำเร็จของเขา หากที่ผ่านมาบางช่วงบางตอนของชีวิตเขายืนยันว่าพบเจอกับความล้มเหลวมากกว่าที่สำเร็จเสียอีก เริ่มตั้งแต่ครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจกลายเป็นที่มาของนิสัยเชื่อมั่นในตัวเองสูงของเขา หรือจะเป็นการทำหนังสือแล้วถูกปิดคามือก็เคยมาแล้วเช่นกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความเขาจะเอาความล้มเหลวมากอดไว้กับตัว ตรงกันข้าม เขากลับละลายมันด้วยการทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จเพื่อมา Balance มัน ซึ่งฟังแล้วแปลกไปสักนิด แต่เชื่อเถอะว่าหากคุณเข้าไปถามเขาถึงความสำเร็จและล้มเหลวแล้ว เขาสามารถอธิบายและขยายความเฉพาะเรื่องความล้มเหลวได้อย่างน่าสนใจทั้งวัน
       
       “อย่างหนึ่งที่ผมพบคือ ความล้มเหลวมันมีค่ามากกว่าความสำเร็จ เพราะความสำเร็จก็เหมือนกับคำอวยพร พอทำได้แล้วก็ชื่นใจดี มีคนมาสรรเสริญเยินยอ แต่ความล้มเหลวมันเหมือนสิ่งที่คอยตักเตือน มาแนะนำ และให้บทเรียนเรา”
       
       ****คิดการใหญ่****
       
       แม้จะดูมาดเซอร์ ติดดิน ดำเนินชีวิตด้วยความเรียบง่าย แต่ใครจะไปคาดคิดว่าครั้งหนึ่งเขาเคยวาง Position ตัวเองเป็นเจ้าพ่อสื่อสารมวลชนมาแล้ว โดยการเปิด a day weekly นิตยสารวิเคราะห์ข่าวรายสัปดาห์ โดยหวังต่อยอดไปเป็นข่าวรายวันในที่สุด ช่วงนั้น บทสัมภาษณ์ของวงศ์ทนงเป็นทั้งที่ชื่นชม และน่าหมั่นไส้ของคนทั้งในและนอกวงการ บ้างว่าเขาคิดเกินตัว บ้างก็ว่าเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งของสังคม
       
       แต่สำหรับเจ้าตัวแล้ว เขาย่อมต้องคิดว่ามันมีทางเป็นไปได้ ไม่อย่างนั้น คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล จะสร้างอาณาจักรผู้จัดการขึ้นมาได้อย่างไร หรือแม้แต่ ขรรค์ชัย บุนปาน เองก็ไม่ได้มีทุนรอนมหาศาลจากไหนมาเนรมิตมติชน ซึ่งก็ล้วนเริ่มจากเล็กแล้วคิดการใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น แล้วไฉนเลยคนอย่างวงศ์ทนงจะทำบ้างไม่ได้

“วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์”  A life of a day
        ถึงจุดนี้ เรียกได้ว่า Ambition ของเขาสูงปรี่เกินมาตรวัดไปแล้ว แม้ว่าในส่วนลึกของความคิดหวังที่จะ Educate ให้แก่สังคมเป็นสำคัญ แต่การก้าวข้ามสิ่งที่เป็นจุดแข็งของตัวเองไป เพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่ยังขาดความชำนาญ ทำให้ a day weekly ต้องขาดทุนและปิดตัวลงในที่สุด
       

       
       “พอทำแล้ว ทุกอย่างมันผิดพลาดเต็มไปหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นทีมงานที่ทำ หรือว่ารูปแบบของหนังสือ รวมถึง Position ของมันเอง ซึ่งสุดท้ายทั้งหมดก็นำไปสู่ความล้มเหลว ซึ่งเป็นการบอกไปในตัวว่าเราควรจะอยู่ใน Position ไหน และ Position ไหนที่เราไม่ควรไปยุ่งกับมัน คือเราค้นพบว่าเราไม่มีศักยภาพในพื้นที่หรือลักษณะในการวิเคราะห์ข่าวการเมืองได้ หลักๆ คือเราไม่ได้มี back up ที่เป็นหนังสือพิมพ์อย่าง มติชน เนชั่น สยามรัฐ ซึ่งถือเป็นความจำเป็นในการทำข่าวรายสัปดาห์ ขณะที่กลุ่มคนอ่านเองก็คงยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เราได้พยายามทำ ซึ่งหากถามผมตอนนี้ ก็คงจะไม่กลับไปทำอะไรอย่างนั้นอีก เพราะมันคนละพื้นที่กับที่เป็นเรา”
       
       ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่การทำใจรับมันเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่กับความกล้าที่จะทำต่างหาก แน่นอนว่าก่อนทำนั้น ไม่มีอะไรเป็นเครื่องการันตีให้กับวงศ์ทนงได้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ซึ่งก็ไม่ต่างจากที่เปิด a day ครั้งแรก แต่การที่เขากล้าตัดสินใจทำนั่นก็มากพอแล้วที่จะพิสูจน์ว่าเขาพร้อมที่จะทลายกรอบที่ถูก Convince จากสังคมได้เสมอ เพราะที่สุดแล้วเราไม่มีทางรู้ได้ว่าสิ่งใดที่สังคมยังขาดอยู่ หรือสิ่งใดที่สังคมต้องการจริงๆ
       
       อย่างไรก็ตาม แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะดูหนักหนาสำหรับวงศ์ทนง แต่กลายเป็นว่ายังเทียบไม่ได้กับการที่เขารู้สึกว่าใกล้ถึงจุดอิ่มตัวเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว
       
       “ตอนนั้นเหมือนเป็นช่วงงงของตัวเอง เพราะตื่นเช้าขึ้นมาแล้วไม่รู้สึกว่าอยากทำอะไร ชงกาแฟแล้วนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปเป็นชั่วโมง จนถึงขั้นสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ใช่ จุดนี้เอง ทำให้ผมต้องหันกลับมาให้คำตอบกับตัวเองว่า จริงๆ แล้วมัวแต่ไปให้น้ำหนักกับสิ่งที่คิดว่าประสบความสำเร็จมากเกินไปหรือเปล่า ซึ่งทำให้เกิดแนวคิดว่าไม่ต้องไปทำอะไรอีกแล้ว ฉะนั้น จึงไม่มีอะไรจะทำนั่นเอง”
       
       “คือการทำงานสำหรับผมมันไม่ได้ให้เพียงรายได้หรือเงินเท่านั้น แต่มันให้ความสุขคืนกลับมาด้วย ในอีกแง่หนึ่ง ความสำเร็จในการทำงานมันยังบอกเราด้วยว่า เฮ้ย เรามีคุณค่านะ เรายังได้อยู่ ซึ่งนั่นคือเหตุผลให้ผมลุกขึ้นมาทำ a day BULLETIN และ a day Idol ซึ่งหลังจากที่ทำแล้วปรากฏว่าผมได้ความสุขกลับคืนมาเหมือนเดิม”
       
       ***กับรถคันที่ 4 ***
       
       “หากเปรียบการใช้ชีวิตเป็นประเภทของรถ คันแรกผมคงเป็นจักรยาน ผมเป็นคนที่หัดขี่จักรยานเองโดยที่ไม่มีใครสอน คือล้มแล้วล้มอีก แต่เย็นวันนั้นขี่เป็นเลย คันต่อมาคือมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเปรียบได้กับช่วงเวลาในวัยรุ่น การขี่มอเตอร์ไซค์ก็เปรียบได้กับความอิสระ และโชคดีที่การใช้ชีวิตของผมมันมาจากการตัดสินใจของผมเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ถึงแม้บางเรื่องจะผิดพลาดจะล้มเหลว แต่นั่นก็คือสิ่งที่มีค่าทั้งหมด ส่วนรถคันที่ 3 น่าจะเป็นรถเก๋งคันแรกที่ซื้อเอง หัดขับในหมู่บ้าน ก็โดนเฉี่ยวบ้าง ไปเฉี่ยวเขาบ้าง โดนชนโดนขูดบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ซ่อมแซมได้

“วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์”  A life of a day
        “แต่ทุกวันนี้ผมกำลังขับรถคันที่ 4 แต่อย่าเข้าใจว่าเป็นรถสปอร์ตนะ เพราะหากมีใครให้ผมผมคงต้องรีบเอาไปคืน จริงๆ ขอเป็นรถโฟร์วิวสักคันดีกว่า คือรถที่บรรทุกได้คุ้มค่า แข็งแรง และอีกอย่างหนึ่ง อาจเป็นเพราะผมเป็นคนที่ชอบขับรถทางไกลด้วย ฉะนั้น รถโฟร์วิวนี้จึงดูเหมาะสมในการใช้งานที่สุด และอาจจะเป็นรถคันสุดท้ายในชีวิตด้วยก็ได้ เพราะผมรู้สึกว่าพอใจแล้วกับรถคันนี้”
       
       หากนั่นคือข้อเปรียบเทียบรูปแบบการใช้ชีวิตของวงศ์ทนง เราก็คงอนุมานได้ไม่ยากว่าในช่วงเวลานี้เขาได้ผ่านการล้มลุกคลุกคลานมาแล้วพอสมควร แต่ถ้าย้อนไปดูสิ่งที่ผลักดันให้ชายคนนี้มาถึงจุดนี้ได้นั้น มีเพียง 2 อย่างสำคัญ นั่นคือ โชคชะตา และตัวของเขาเอง
       
       สำหรับเรื่อง โชคชะตา นั้น แม้โดยส่วนตัวเขาจะไม่มีความเชื่อในเรื่องดวง แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตหลายครั้ง สุดท้ายไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาอธิบายถึงโอกาสและจังหวะเวลาที่ถูกต้องพอดิบพอดี ที่ทำให้ทุกอย่างสำเร็จและราบรื่นขึ้นมาได้ ฉะนั้น จึงต้องเชื่อว่าเป็นสิ่งที่เบื้องบนกำหนดไว้ให้แล้วเท่านั้น
       
       ส่วนสิ่งผลักดันอีกประการนั้น หากใครมีโอกาสได้พูดคุยกับวงศ์ทนง สิ่งที่ลอยเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดของเขาก็คือ ความมั่นใจและลูกบ้า และนั่นทำให้เขากล้าลองทำสิ่งที่ใจคิดเสมอ โดยเฉพาะกับสิ่งที่ชอบหรือคลั่งไคล้ นอกจากนี้ เขายังเชื่อว่าในตัวเขาเองมีธาตุของการเป็นผู้บุกเบิก ซึ่งอาจติดตัวมาตั้งแต่เด็กก็เป็นได้ นั่นเพราะเขาเองชอบที่จะเป็นผู้นำเสมอ อย่างเป็นหัวหน้าห้อง เป็นกัปตันทีมฟุตบอล เป็นประธานชมรมในมหาวิทยาลัย พอทำงานแล้วก็อยากเป็นบรรณาธิการ
       
       แต่ถึงกระนั้น ก็ใช่ว่าเขาจะให้ความสำคัญกับคำว่า One Man Show สักเท่าไรนัก นั่นเพราะเขาเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดที่ประสบความสำเร็จได้ด้วยเพียงลำพัง อย่าง นักมวยระดับโลก ที่เป็นแชมป์ได้ ไม่ใช่ว่าเขาเก่งอย่างเดียว แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งโค้ช คู่ซ้อม หมอนวด หรือแม้แต่ผู้จัดการ ดังนั้น ในความคิดของเขา หากขาดซึ่งทีมงานที่ดีแล้ว ความกล้าและลูกบ้าที่มีในตัวก็คงจะไร้ความหมาย
       
       และด้วยแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับผู้อื่นเช่นนี้เอง ทำให้การวางตัวของวงศ์ทนงกับผู้หลักผู้ใหญ่ในทุกแวดวงเป็นไปได้ด้วยดี ซึ่งนับว่ามีความสำคัญยิ่งต่อการสร้าง Connection ของคนทำหนังสือ
       
       “เนื่องจากผมเป็นคนที่นับถือเรื่องอาวุโสมาก โดยเฉพาะกับสังคมไทยนี้ ที่สุดแล้วคุณอย่าซ่าเกินไปเลย แต่คุณต้องให้ค่ากับคนที่มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นวงการอะไร อย่างผมอยู่วงการหนังสือ ผมจะให้ค่ากับผู้บุกเบิก หรือกับผู้ที่มาก่อน เช่น คุณชูเกียรติ อุทกพันธ์ ของอัมรินทร์ คุณขรรค์ชัย บุนปาน ของมติชน คุณสุทธิชัย หยุ่น ของเนชั่น คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ของผู้จัดการ ฯลฯ คือบุคคลเหล่านี้ผมจะให้ค่าเป็นพิเศษเลย เพราะท่านถือเป็น Pioneer ตัวจริงและแท้จริง” วงศ์ทนง กล่าวทิ้งท้าย
       
       **************************
       
       ที่มา : วารสาร K SME Inspired ฉบับ มกราคม-มีนาคม 2552 โดย www.smethailandclub.com****

จำนวนคนโหวต 12 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 8 คน
67 %
ไม่เห็นด้วย 4 คน
33 %
 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017