หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรก iBiz | 101 ปฏิบัติการพลิกชีวิต
 

ตอนที่ 54 : สมาชิก กบข.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 กันยายน 2553 11:54 น.
        ไม่น่าเชื่อนะครับว่า ข้าราชการไทยส่วนมากยังคงมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับเงินๆทองๆน้อยมาก เพราะแม้แต่เรื่องที่แสนจะใกล้ตัว คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ที่
       บรรดาข้าราชการที่อยู่ในระบบ 1.16 ล้านคน ต้องจ่ายเงินเข้าไปในกองทุนฯกันทุกเดือน แต่สมาชิกส่วนใหญ่กลับไม่รู้ว่าควรให้ กบข.บริหารเงินที่มีกว่า 4.82 แสนล้านบาทอย่างไร
        
       
       กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข.ถูกจัดตั้งขึ้นมาเมื่อ 14 ปีที่แล้ว เพื่อมาทดแทนระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่ใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อสร้างหลักประกันหลังเกษียณสำหรับข้าราชการ โดยตัวข้าราชการและรัฐบาลจะร่วมกันสมทบคนละ 3% จากเงินเดือน เพื่อระดมเงินไปบริหารจัดการเพื่อให้เกิดผลตอบแทนในรูปแบบเดียวกันกับการบริหารกองทุนรวมของภาคเอกชน
       
       ในจำนวนข้าราชการ 1,166,124 คนที่เป็นสมาชิก กบข.ในปัจจุบัน ข้าราชการกลุ่มใหญ่ที่สุดคือ ข้าราชการครู 38.39% ข้าราชการพลเรือน 28.48% ตำรวจ 14.92% ทหาร 14.11% ที่เหลือเป็นข้าราชการประเภทอื่นๆ
        
       
       น่าแปลกใจไหมครับที่แม้แต่ครู ที่ควรจะมีความรู้เรื่องเงินๆทองๆและนำไปถ่ายทอดและให้ความรู้เรื่องเงินๆทองๆให้กับลูกศิษย์ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการเรื่องเงินในกระเป๋า แต่กลับไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องการออมและลงทุน แถมยังมีความเข้าใจผิดในหลายๆเรื่องจนน่าวิตก
       
       ฝากธนาคาร...รอรับดอกเบี้ยเงินฝาก คือคำตอบยอดนิยมจากผลวิจัยสมาชิก กบข.ปี 2553 ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่บอกมาว่า
       
       ไม่อยากให้กบข.ลงทุนในหุ้น เพราะเสี่ยงที่สุดไม่อยากให้กบข.ลงทุนในต่างประเทศ เพราะไม่เข้าใจธุรกิจต่างประเทศ ที่สำคัญถ้าขาดทุนแล้วคนต่างชาติเอาไปหมด ลงทุนในประเทศดีกว่า ขาดทุนก็รู้ๆกันว่าขาดทุนให้ใครไม่อยากให้ กบข.ลงทุนในตราสารหนี้ เพราะไม่อยากเป็นหนี้
        
       
       เห็นคำตอบจากสมาชิกแบบนี้ คงต้องบอกว่าหนักใจแทน โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการคณะกรรมการ กบข.จริงๆ เพราะแสดงว่าต้องทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อสื่อให้สมาชิกเข้าใจวิธีการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับกองทุนขนาดใหญ่อย่างกบข.
       
       สิ่งหนึ่งที่ต้องเร่งแก้ไขนอกเหนือจากเรื่องของความรู้เรื่องเงินๆทองๆแล้ว สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่มีผลอย่างมาก หากดูจากคำตอบที่ได้รับจากสมาชิกส่วนใหญ่ก็คือ ทัศนคติในเชิงลบต่อการลงทุน
        
       
       มันอาจจะเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธว่า ข้าราชการส่วนใหญ่จะมีทัศนคติโน้มเอียงไปทางอนุรักษ์นิยม ทำให้กลัวความเสี่ยงในทุกรูปแบบ ยิ่งเมื่อถามถึงเรื่องเงินๆทองๆสำหรับวัยเกษียณ ซึ่งทำให้เกิดความคิดรวบยอดไปถึง เม็ดเงินก้อนสุดท้าย แนวคิดเรื่องของการลงทุนใดๆก็ตามที่จะทำให้เกิดความเสี่ยง จึงเป็นเรื่องที่ข้าราชการส่วนใหญ่ไมช่ อบ และต้องการปกป้องเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
       
       แนวคิดที่ต้องการให้นำเงินไปฝากธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ยอย่างเดียว สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึง ความกลัวความเสี่ยงจากการสูญเงินต้นของ สมาชิก กบข. แต่กลับไม่รู้ถึงพิษภัยของอัตราเงินเฟ้อ ที่ทำให้ค่าเงินลดลง
       
       ลองคิดดูว่า หากนำเงินไปฝากธนาคารวันนี้ 100 บาท ได้ดอกเบี้ยเพียง 0.75-1.0 % แต่เงินเฟ้อเฉลี่ยสูงถึง 3.3-3.5% สิ้นปีได้เงินมา 101 บาทก็จริง แต่ค่าเงินจริงเหลือเพียงประมาณ 97.5-97.7บาท แบบนี้เรียกว่า ขาดทุน
       
       สำหรับแนวคิดที่ไม่อยากให้กองทุนฯไปลงทุนในหุ้น ก็เพราะมีทัศนคติเชิงลบ ทั้งๆที่หากมองภาพในระยะยาวก็จะเห็นได้ชัดว่า การลงทุนในหุ้นยังคงเป็นตราสารที่สามารถให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวได้สูงที่สุด เมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นๆ ถึงแม้จะมีความผันผวนระหว่างทางอยู่บ้าง
        
       
       เปรียบเทียบให้เห็นชัด ในช่วงที่ภาวะตลาดหุ้นตกต่ำเช่นปี 2551 ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นติดลบไปถึง 43.73% แต่เมื่อภาวะตลาดดีดตัวกลับในปี 2552 ผลตอบแทนจากหุ้นก็ทะยานบวกไปที่65.81% ในขณะที่ปีนี้ถือเป็นปีกลางๆ ดัชนีจนถึงสิงหาคมก็ยังเป็นบวกอยู่ประมาณ 24%
       การลงทุนในหุ้นก็เป็นแบบนี้ แกว่งขึ้น-ลง ตามภาวะตลาด แต่เฉลี่ยรวมระยะยาวแล้วมักจะเป็นบวก ซึ่งก็สอดคล้องกับสมาชิกโดยรวมที่กว่าจะถอนเงินออกได้ก็ต้องฝากกันนานเป็นสิบๆปี ที่สำคัญสมาชิกที่เกษียณในปีที่ตลาดหุ้นตก ไม่จำเป็นต้องนำเงินออกจากกบข.ในปีนั้นฝากต่อไปได้ รอปีที่กำไรค่อยถอนออกก็ได้
       
       เพราะความกลัวความเสี่ยง แนวคิดในเรื่องของนำเงินไปลงทุนต่างประเทศจึงยิ่งดูจะเป็นเรื่องไม่ดีไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ เพราะกลัวขาดทุน ทั้งๆที่ สาเหตุของการกระจายการลงทุนไปในต่างประเทศของ กบข.ก็เพราะต้องการกระจายความเสี่ยง และต้องการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้น
       
       ลองคิดง่ายๆว่า หากกบข.นำเม็ดเงินที่มีอยู่กว่า 4.82 แสนล้านบาท ไปลงทุนในตลาดการเงิน หรือตลาดทุน ในประเทศเพียงอย่างเดียว กบข.ก็จะกลายเป็น ผู้ลงทุนรายใหญ่ ที่เวลาขยับตัวแต่ละครั้ง ก็จะส่งผลอย่างมากต่อตลาดทันที
       
       มาถึงคำตอบสุดท้ายที่ สมาชิกกบข.ไม่อยากให้ลงทุนในตราสารหนี้ เพราะกลัวเป็นหนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความไม่เข้าใจในเรื่องพื้นฐานทางการเงินของ สมาชิก กบข.อย่างชัดเจน เพราะ การลงทุนในตราสารหนี้ไม่ได้แปลว่ากบข.เป็นหนี้
       
       ในทางตรงข้าม การลงทุนในตราสารหนี้ หมายถึงการที่เราได้เป็นเจ้าหนี้ เจ้าของตราสารหนี้คือลูกหนี้เรา ถึงเวลาที่เราขายตราสารหนี้ไป ลูกหนี้เหล่านั้นก็ต้องคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับเรา ที่สำคัญตราสารหนี้ถือเป็นหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนก็อาจจะต่ำไปด้วย
       
       ความเห็นจากสมาชิก กบข. เกี่ยวกับการบริหารเงินของกบข.ที่สะท้อนออกมาทั้ง 4 เรื่องทำให้ไม่น่าประหลาดใจว่า ทำไมคนไทยส่วนใหญ่จึงยังคงนิยมที่จะออมเงินอยู่กับสถาบันการเงิน
       
       อย่างธนาคารต่อไป เพราะถึงแม้จะมีผู้คนบางกลุ่มที่กระโจนเข้าสู่โลกยุคใหม่ ที่มีนวตั กรรมทางการเงินก้าวหน้าไปอย่างมากมาย แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ ความรู้เรื่องเงินๆทองๆของพวกเขา
       ยังคงอยู่ในโลกที่ “ไม่รู้” ด้วยซ้ำไปว่าตัวเอง “ไม่รู้” อะไร น่าเศร้าไหมครับ!!!
       
       ---------------------------------------------------------------------------------------------------
       
       ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของเคล็ดลับในการพลิกชีวิตเรื่องเงินๆทองๆของคุณ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายการวิทยุ 101 ปฏิบัติการพลิกชีวิต Money Makeover สนับสนุนโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และ บลจ.บัวหลวง ทาง FM 101 MHz วันจันทร์-ศุกร์ 11.05-11.35 น. หรือwww.moneymartthai.com และติดตามคอลัมน์นี้ได้ทุกวัน ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน

ข่าวล่าสุด ในหมวด
ตอนที่ 60 : Strategic Decision
ตอนที่ 59 : นิทานสอนใจ
ตอนที่ 58 : Total Return Approach
ตอนที่ 57พระราชดำรัส-ความสุข
ตอนที่ 56 : จดแล้วรวย
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 3 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 3 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2014