หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรก iBiz | สัมภาษณ์
 

ลูกชาวนาจากสุรินทร์ สู่เถ้าแก่ใหม่วัย 22 กับนวัตกรรม “ข้าวหุ่นเพรียว”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 กันยายน 2557 11:26 น.

ลูกชาวนาจากสุรินทร์ สู่เถ้าแก่ใหม่วัย 22  กับนวัตกรรม “ข้าวหุ่นเพรียว”
“มานพ แก้วโกย”

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ลูกชาวนาจากสุรินทร์ สู่เถ้าแก่ใหม่วัย 22  กับนวัตกรรม “ข้าวหุ่นเพรียว”
ผลิตภัณฑ์ข้าวออแกนิคเพื่อสุขภาพแบรนด์ “เนเจอร์ฟู้ด”

ลูกชาวนาจากสุรินทร์ สู่เถ้าแก่ใหม่วัย 22  กับนวัตกรรม “ข้าวหุ่นเพรียว”
วางขายในร้านสินค้าเพื่อสุขภาพ

ลูกชาวนาจากสุรินทร์ สู่เถ้าแก่ใหม่วัย 22  กับนวัตกรรม “ข้าวหุ่นเพรียว”

ลูกชาวนาจากสุรินทร์ สู่เถ้าแก่ใหม่วัย 22  กับนวัตกรรม “ข้าวหุ่นเพรียว”

ลูกชาวนาจากสุรินทร์ สู่เถ้าแก่ใหม่วัย 22  กับนวัตกรรม “ข้าวหุ่นเพรียว”
จัดเป็นชุดของขวัญ เหมาะมอบในเทศกาลต่างๆ

ลูกชาวนาจากสุรินทร์ สู่เถ้าแก่ใหม่วัย 22  กับนวัตกรรม “ข้าวหุ่นเพรียว”
ลูกชาวนาจากสุรินทร์ สู่เถ้าแก่ใหม่

ลูกชาวนาจากสุรินทร์ สู่เถ้าแก่ใหม่วัย 22  กับนวัตกรรม “ข้าวหุ่นเพรียว”

ผู้ประกอบการหลายคนเริ่มต้นสร้างธุรกิจ หลังจากสะสมประสบการณ์จากการทำงานมาแล้วในระดับหนึ่ง จนมีความพร้อมมากพอ จึงได้ออกมาทำอะไรของตนเอง
       
       ในขณะที่ผู้ประกอบการอีกหลายคน เลือกที่จะสร้างธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย หรือหลังจากเรียนจบทันที เพราะมองว่าหากล้มเหลว ก็ยังมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ได้อีกหลายครั้ง
       
       เช่นเดียวกับวิธีคิดของ “มานพ แก้วโกย” เจ้าของ หจก.เนเจอร์ฟู้ดโปรดักส์แอนด์มาร์เก็ตติ้ง ที่เริ่มต้นสร้างธุรกิจทันทีที่เรียนจบจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สาขาวิศวกรรมเคมี ในปี 2555 ด้วยวัยเพียงแค่ 22 ปีเท่านั้น
       
       ผ่านมาเพียง 2 ปี มานพในวัย 24 ก็กลายเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ข้าวออแกนิคเพื่อสุขภาพแบรนด์ “เนเจอร์ฟู้ด” ที่มีแนวโน้มสดใสในตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ
       
       ส่วนจุดเริ่มต้นในการสร้างธุรกิจครั้งนี้ มานพ เล่าว่า ตนเองนั้นมีความมุ่งมั่นที่จะต่อยอดจากการทำนาของครอบครัวที่จังหวัดสุรินทร์ และโอกาสก็เปิด เมื่อได้รับคัดเลือกให้เป็นนักเรียนทุน เข้ามาศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งมีทั้งแล็บที่ใช้ในการศึกษาวิจัย และเครื่องมือปฏิบัติการสำหรับการผลิต รวมถึงการแปรรูปอาหาร
       
       “ตัวผมเกิดมาในครอบครัวชาวนา ที่จังหวัดสุรินทร์ ที่บ้านมีที่นาอยู่ 20 ไร่ ด้วยความที่อยู่กับอาชีพนี้มาตั้งแต่เด็ก ทำให้เรามองเห็นถึงปัญหาของชาวนา ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางมาตลอด
       
       คือมันก็เป็นเรื่องปกติของอาชีพทำนา ที่เราจะขายข้าวพร้อมกันในฤดูกาลเก็บเกี่ยว ปัญหาหลักๆก็คือ พอขายพร้อมกันผลผลิตก็จะมีมาก อาจจะไม่ถึงขั้นล้นตลาด แต่ก็ทำให้นายทุน หรือพ่อค้าคนกลางสามารถซื้อข้าวในราคาที่ต่ำลงได้ พร้อมกับการกดราคาด้วยวิธีการวัดความชื้น หรือการดูเปอร์เซ็นต์หัก ดูการปะปนของเมล็ดพันธุ์อื่นๆ
       
       สมมติว่าราคารับซื้อตามท้องตลาดในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวอยู่ที่ 15 บาท แต่พ่อค้าคนกลางจะซื้อได้ในราคา 8 - 9 บาท ก็คือ ชาวนาจะขาดทุนไปเลยครึ่งหนึ่ง
       
       มันกลายเป็นสิ่งที่ฝังใจเรามาตั้งแต่เด็ก เพราะเรารู้ว่าผลผลิตของชาวนานั้นมีคุณภาพที่ดีมาก แต่พอถึงเวลาขาย ชาวนากลับไม่สามารถกำหนดราคาข้าวด้วยตัวเองได้เลย เป็นโจทย์ที่เราอยากจะแก้ไข กลายเป็นอุดมการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเรียนแล้วว่า อยากจะนำความรู้ที่ได้รับ กลับไปต่อยอด พัฒนาอะไรสักอย่างเพื่อชุมชน”
       
       มานพ เล่าว่า ได้เริ่มนำความฝันมาเขียนเป็นแผนธุรกิจ ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 เพื่อให้พร้อมที่จะทำตามความฝันได้ทันทีที่มีจังหวะ
       
       แนวทางที่วางไว้ในตอนนั้น คือ การแปรรูปข้าว และพัฒนากระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นแผนในระยะสั้น ส่วนแผนในระยะยาวที่ตั้งใจไว้ คือ การสร้างแบรนด์ให้สามารถบุกตลาดโลกได้ในอนาคต พร้อมๆไปกับการสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชนของตนเอง
       
       “ต้องบอกเลยว่า ตัวผมเองนั้นเป็นผู้ประกอบการที่เริ่มต้นจากดิน คือ พอเรียนจบ เราก็มุ่งมั่นที่จะสร้างธุรกิจขึ้น โดยต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ ก็คือ การทำนาของครอบครัว ด้วยเงินทุนตอนนั้นมีอยู่แค่ 35,000 บาท ก็ไปยืมเงินพี่มาอีก 60,000 บาท เพื่อเป็นเงินจดทะเบียนในการก่อตั้งบริษัทขึ้นมา
       
       ในตอนนั้นเราทำการศึกษาวิจัยด้วยตนเอง โดยอาศัยห้องแล็บจากทางมหาวิทยาลัย หลังจากเรียนจบในปี 2555 ก็เริ่มผลิตโปรดักส์ตัวแรก คือ ข้าวกล้องหอมมะลิออแกนิค ซึ่งวางจำหน่ายในช่วงเดือนธันวาคม 2555
       
       ที่จริงแล้ว ข้าวกล้องหอมมะลิออแกนิค ก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีวางจำหน่ายในตลาดอาหารเพื่อสุขภาพอยู่แล้ว ไม่ได้มีขั้นตอนการผลิตอะไรยุ่งยากมาก ใช้เวลาในการปลูกข้าวประมาณ 4 เดือนครึ่ง ก่อนเก็บเกี่ยว และอีก 1 เดือนต่อมา ก็สามารถแพ็คออกมาเป็นผลิตภัณฑ์วางขายได้เลย
       
       แต่ความแตกต่าง ก็คือ เราควบคุมคุณภาพตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก จนส่งถึงผู้บริโภค 100% เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงของการเก็บเกี่ยวข้าว ก็จะควบคุมอายุเก็บเกี่ยวไม่ให้เกิน 27 วัน ตั้งแต่ข้าวออกดอก อันนี้เราเรียกว่าระยะพลับพลึง ซึ่งจะช่วยให้ข้าวกล้องที่ได้เป็นข้าวที่นุ่ม ไม่แข็งกระด้าง เวลาคนทานก็จะไม่มีปัญหาท้องอืด ไม่มีการบ่นว่าข้าวแข็งเกินไป จนกินไม่อร่อย
       
       นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมความหอมของข้าว เพราะโดยปกติแล้วข้าวที่แล้งหรือขาดน้ำก่อนช่วงเก็บเกี่ยว เขาจะสร้างสารที่ให้ความหอม หรือที่เรียกว่าสารโพรลีนสูงมาก สารตัวนี้จะให้กลิ่นหอมเหมือนใบเตย ไม่ใช่กลิ่นหอมมะลิ ถ้าเราควบคุมปัจจัยทั้ง 2 อย่างนี้ได้ ก็จะได้ข้าวกล้องที่หอมและนุ่มมาก
       
       สำหรับการแพ็ค เราเลือกใช้การแพ็คสุญญากาศ ซึ่งการแพ็คสุญญากาศตั้งแต่การสีข้าวทันที มันจะช่วยเก็บความสดใหม่ และยังช่วยป้องกันมอดแมลงโดยไม่ต้องรมยา ซึ่งจะปลอดภัยจากสารพิษสารเคมีอย่างแน่นอน
       
       แหล่งปลูกข้าวของเราก็อยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นที่นาของครอบครัวอยู่แล้ว ส่วนโรงงานผลิตนั้น เป็นการขอเช่าโรงงานของภาควิชาวิศวกรรมอาหาร ของทางเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯลาดกระบัง ด้วยความที่เป็นของทางมหาวิทยาลัย ก็ทำให้เช่าได้ในราคาที่ถูก และมีความเป็นกันเอง
       
       ส่วนช่องทางการตลาด เริ่มต้นจากการขายให้กับคนรู้จักในแวดวงครูบาอาจารย์ ญาติสนิท และก็เพื่อนฝูง เจอใครก็บอกไปว่าเรากำลังทำข้าวออแกนิคเพื่อสุขภาพนะ พอมีโปรดักส์ออกมาเราก็เอาไปให้ลองชิมดูก่อน ซึ่งทุกคนที่ได้ชิมเขาก็ติดใจกัน เพราะมันไม่เหมือนแบรนด์อื่นเลย ในเรื่องของความหอมและความสด โดยมากพอได้ชิมแล้วก็ติดใจกันทุกคน ทุกวันนี้ก็ยังติดต่อขอซื้อจากเราโดยตรงอยู่เลย
       
       หลังจากทดลองตลาดอยู่ประมาณ 1 เดือน ก็เริ่มฝากวางขายตามร้านเพื่อสุขภาพ ได้แก่ ร้านภูมิใจไทย ทุกสาขา (ท็อปมาร์เก็ตและเซ็นทรัล) ร้านกรีนคอร์นเนอร์ ร้านธรรมดา และร้านสหกรณ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยตั้งราคาขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 95 บาท”
       
       ถึงแม้โปรดักส์ตัวแรก ภายใต้แบรนด์เนเจอร์ฟู้ดส์ จะได้รับการตอบรับ แต่มานพก็รู้ดีว่า ข้าวกล้องออแกนิคนั้น เป็นสินค้าที่มีวางจำหน่ายอยู่ก่อนแล้วหลายแบรนด์ในท้องตลาด
       
       หากต้องการต่อยอดให้กับแบรนด์เนเจอร์ฟู้ดส์ และขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นกว่าเดิม ก็คงต้องสร้างความหลากหลายให้แก่โปรดักส์มากขึ้น และที่สำคัญต้องเป็นโปรดักส์ที่ใหม่ ซึ่งอาจจะต้องใช้ผลการวิจัยในการรองรับ
       
       และในช่วงต้นปี 2556 มานพก็ได้รับการแนะนำจากอาจารย์ที่ภาควิชาวิศวกรรมอาหาร สถาบันเทคโนโลยีพระเจ้าเกล้าฯลาดกระบังว่ากรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปครบวงจร หรือ Thailand Food Valley ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเขียนโครงการขอรับทุนวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป
       
       โครงงานที่ได้รับการคัดเลือก จะได้รับทุนค้นคว้าวิจัยส่วนหนึ่ง ร่วมกับทางคณะวิศวกรรมอาหาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯลาดกระบัง
       
       มานพเอง ก็เขียนขอทุนเข้าไป ก็ปรากฏว่าติด 1 ใน 10 โครงการที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งก็เป็นที่มาในการต่อยอดโปรดักส์มาสู่โปรดักส์ตัวที่ 2 และ 3 ในช่วงเดือนเมษายน 2556 และเดือนตุลาคม 2556 ตามลำดับ
       
       “โปรดักส์ตัวที่ 2 และ 3 จะเป็นการทำวิจัยร่วมกับทางโครงการ Thailand Food Valley และคณะวิศวกรรมอาหาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯลาดกระบัง ได้แก่ ข้าวออแกนิคผสมผักรวมแบบสำเร็จรูป ที่ประกอบไปด้วยส่วนผสมของเห็ดหอมชิตาเกะ แครอท ฟักทอง และกระเทียมอบแห้ง ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น และให้ประโยชน์สูงในเรื่องของการเพิ่มไฟเบอร์ มีสารต้านอนุมูลอิสระ และยังให้ความหอม อร่อย มากกว่าข้าวออแกนิคธรรมดา โดยราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 140 บาท
       
       ส่วนโปรดักส์ตัวที่ 3 คือ ข้าวมะลินิลสุรินทร์ เป็นข้าวสีนิลที่มีสารต้านอนุมูลอิสระแอนโทไซยานินสูง ช่วยในเรื่องของการต่อต้านมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และก็ที่สำคัญ คือ เป็นข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำมาก
       
       ข้าวสีนิลสุรินทร์ เป็นข้าวสายพันธุ์ที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำกว่าข้าวขาวทั่วไปประมาณ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ ข้าวขาวทั่วไปที่เราทานกันจะมีดัชนีน้ำตาลอยู่ที่ 87 เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่าเมื่อบริโภคเข้าไป มันก็จะเปลี่ยนจากแป้งไปเป็นน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว ทว่า ตัวข้าวสีนิลสุรินทร์ตัวนี้ จะมีตัวดัชนีน้ำตาลอยู่ที่ 52 - 53 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะให้ทั้งใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระสูง ที่สำคัญ คือ จะค่อยๆย่อยสลายเปลี่ยนจากแป้งไปเป็นน้ำตาลช้าๆ ให้พลังงานอย่างพอดีพอเหมาะไม่เร็วเกินไป ช่วยควบคุมความหิว ส่งผลให้เราไม่หิวบ่อย ทานข้าวได้น้อยลง แต่อิ่มไวขึ้น”
       
       และจากโปรดักส์ตัวที่ 3 นี้เอง ที่เป็นต้นแบบให้มานพวิจัยพัฒนาต่อไป จนมาสู่โปรดักส์ล่าสุดตัวที่ 4 “ข้าวหุ่นเพรียว” ที่นำโปรดักส์ข้าวสีนิลสุรินทร์ มาต่อยอดโดยการเพิ่มส่วนผสมสำคัญอย่างแอลคาร์นิทีนลงไป
       
       “แอลคาร์นิทีน คือ อาหารเสริมที่สาวๆชอบซื้อมากินเพื่อลดน้ำหนัก เพราะจะช่วยนำไขมันส่วนเกินไปเผาผลาญในเซลล์ที่ต้องการใช้พลังงาน เป็นคุณสมบัติสำคัญของสารแอลคาร์นิทีนที่เหมาะในการนำมาทำข้าวหุ่นเพรียว
       
       และคุณสมบัติที่ดีอีกอย่างของแอลคาร์นิทีน คือ ทนความร้อนสูง แต่เราก็ต้องควบคุมอุณหภูมิที่ใช้ทำความแห้งไม่ให้สูงมากจนเกินไป เพื่อให้สารแอลคาร์นิทีนยังคงความเสถียร และยังคงคุณสมบัติอยู่ในภาวะนี้ได้
       
       ที่จริงแล้วแอลคาร์นิทีน ก็คือ โปรตีนตามธรรมชาติที่เราพบได้ในเนื้อและนม แต่หากทานแค่อาหารมื้อหลัก ร่างกายอาจจะได้รับแอลคาร์นิทีนไม่เพียงพอ เพราะร่างกายเราต้องการมากถึงประมาณ 300 มิลลิกรัมต่อวัน ในการช่วยลดน้ำหนัก เป็นที่มาในการใช้แอลคาร์นิทีนมาเคลือบในตัวข้าว ซึ่งก็ให้ปริมาณน้ำตาลที่ต่ำอยู่แล้ว เพื่อช่วยเสริมการทำงานซึ่งกันและกัน แถมยังมีผลพลอยได้ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ และชะลอความแก่อีกด้วย
       
       ในขณะนี้ข้าวหุ่นเพรียวยังอยู่ในขั้นตอนของการทำ Chemical Test ซึ่งเราได้เพิ่มกลุ่มตัวอย่างจาก 10 คน เป็น 50 คน โดยให้ทุกคนใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ไม่ได้เข้าไปควบคุมตัวแปรอะไร ซึ่งจะทำการทดสอบในระยะเวลา 28 วัน เพราะเราเป็นแค่ผู้ประกอบการตัวเล็กๆ ไม่มีเงินทุนในการศึกษาวิจัยในระยะยาว ก็ต้องค่อยๆเก็บหอมรอมริบไป
       
       แต่ก็คาดว่าโปรดักส์ตัวนี้จะวางจำหน่ายได้ภายในปีนี้(2557) โดยจะใช้ชื่อว่าข้าวหุ่นเพรียวตรงตัวเลย เพื่อขยายตลาดไปสู่กลุ่มคนที่ควบคุมน้ำหนัก หรือคนที่กลัวอ้วน โดยเฉพาะในกลุ่มสาวๆ เพิ่มเติมจากกลุ่มเป้าหมายของโปรดักส์ 3 ตัวแรก ที่อาจจะได้แค่กลุ่มคนที่รักสุขภาพ
       
       ส่วนเรื่องราคาขายนั้น ตอนนี้มันยังไม่นิ่ง แต่ที่คิดไว้น่าจะขายอยู่ที่ถุงละ 150 บาท ครึ่งกิโลกรัม ซึ่งจะหุงได้ประมาณ 10 จาน ก็ตกราคาจานละ 15 บาท แต่ทั้งนี้มันยังอยู่ในช่วงของการทำแล็บสเกลอยู่ ต้นทุนจึงยังสูง แต่ในอนาคตเมื่อทำจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ก็จะทำให้ราคาปรับลงได้ แต่ที่ตั้งใจไว้ ก็คือ จะขายในราคาไม่เกินถุงละ 150 บาท
       
       ต้องบอกว่าเราตั้งความหวังเอาไว้สูง สำหรับโปรดักส์ข้าวหุ่นเพรียว คือ มันช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคไปเลย จากที่ปกติเราทานข้าวก็แค่ให้อิ่มท้อง แต่ข้าวหุ่นเพรียวจะช่วยคำนวณจำนวนแคลอรี่ที่เหมาะสม นอกจากไม่อ้วนแล้ว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย ช่วยให้สุขภาพดีขึ้นต่างจากการทานข้าวขาว แถมยังให้รสชาติที่อร่อยกว่าอีกด้วย
       
       เมื่อโปรดักส์ตัวนี้สามารถวางจำหน่ายได้ เราจะเพิ่มช่องทางในการทำตลาด ด้วยการวางขายกับทางเซเว่นแคตตาล็อก ของเซเว่นอีเลฟเว่น (7-11) เป็นการสั่งซื้อแบบออนไลน์ เป็นช่องทางการจำหน่ายที่เพิ่มเติมขึ้นมาจากโปรดักส์ 3 ตัวก่อนหน้านี้”
       สำหรับผลตอบรับ โปรดักส์ทุกตัวทำรายได้รวมกันอยู่ที่ประมาณ 200,000 บาท ต่อเดือน แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ การได้สานต่อตามอุดมการณ์ที่วางไว้แต่แรก
       
       “อย่างที่บอกไปแล้วว่า อุดมการณ์แรกของเรา ก็คือ การหาช่องทางช่วยให้ชาวนาสามารถระบายผลผลิต หรือแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้มากกว่าการขายข้าวเปลือกเพียงอย่างเดียว
       
       แต่การที่จะทำอย่างนั้นได้ เราก็ต้องจับกระแสของตลาดด้วย ต้องย้อนกลับมาดูก่อนว่า ช่วงนี้ผู้บริโภคกำลังต้องการอะไร แล้วค่อยผลิตโปรดักส์ออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการอีกทีหนึ่ง
       
       ที่เลือกทำข้าวออแกนิคตั้งแต่แรก เพราะมองเห็นแล้วว่าตลาดสุขภาพ มันเป็นตลาดที่ใหญ่ กำลังอยู่ในความสนใจของคนทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย หรือในเอเชียเท่านั้น
       
       อีกทั้งสัดส่วนของคนที่บริโภคข้าว ก็มีมากถึง 1 ใน 3 ของประชากรโลกทั้งหมด อยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านคน
       หนึ่ง - เราจับกระแสตลาดสุขภาพตรงนี้ สอง - สนับสนุนให้เกษตรกรที่เคยปลูกข้าวแบบสักแต่ว่าปลูก หรือปลูกตามนโยบายของรัฐบาล ให้หันมาปลูกข้าวเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคแบบนี้ก็จะขายได้ราคามากกว่า และก็มีความยั่งยืนกว่าในระยะยาว
       
       ตอนนี้เราก็เริ่มต้นจากครอบครัวตัวเอง เปลี่ยนรูปแบบการทำนาให้เป็นออแกนิค ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก ไปจนถึงกระบวนการแปรรูป ตอนนี้เราเป็นเหมือนต้นแบบของชุมชนเล็กๆที่จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งในอนาคตเราก็หวังว่ามันจะขยายจากครอบครัวเรา ไปสู่ชุมชนการเกษตรที่กว้างขึ้นได้”
       
       ถึงแม้อายุจะยังน้อย ขึ้นแท่นเป็นเถ้าแก่หน้าใหม่ด้วยวัยเพียงแค่ 24 ปี แต่มานพก็นับได้ว่า เป็นผู้ประกอบการที่มองการณ์ไกล และมีเป้าหมายที่ชัดมากในการทำธุรกิจ
       
       “สำหรับเป้าหมายในระยะสั้นนั้น คือ เรื่องของการสร้างโรงงานผลิตเล็กๆของตัวเองที่บ้านเกิดในจังหวัดสุรินทร์ เพราะตรงนั้นก็เป็นแหล่งวัตถุดิบที่เราปลูกข้าวอยู่แล้วด้วย
       
       เดิมทีเราเช่าโรงงานผลิตของทางเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯลาดกระบังอยู่ ข้อดีก็คือมีราคาไม่แพง แต่เนื่องจากแหล่งวัตถุดิบอยู่ที่สุรินทร์ ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในเรื่องการขนส่ง และยังมีของเสียที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่คุ้มทุนในระยะยาว อีกทั้งกำลังการผลิตยังมีจำกัด อยู่ที่ 5 - 6 ตันต่อเดือน
       
       แต่การสร้างโรงงานผลิตของตัวเอง นอกจากตัดปัญหาเรื่องค่าขนส่งในระหว่างกระบวนการผลิตแล้ว ยังช่วยให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 10 ตันต่อวัน เพื่อรองรับการขยายตลาด รวมถึงโปรดักส์ตัวใหม่ ซึ่งใช้เงินลงทุนไปประมาณ 500,000 - 600,000 บาท ด้วยการกู้เงินกับทางธกส.(ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) ซึ่งสามารถใช้งานได้แล้ว ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
       
       ส่วนเป้าหมายในระยะยาวที่วางไว้ ตั้งใจจะทำให้ชาวนาธรรมดาๆคนหนึ่ง สามารถเปลี่ยนแปลงชุมชนเล็กๆ ให้กลายเป็นแหล่งผลิตข้าวที่มีคุณภาพ และมีชื่อเสียงในระดับโลกได้
       
       เพราะในอนาคต เราตั้งใจจะทำให้แบรนด์เนเจอร์ฟู้ดส์โก อินเตอร์ฯอยู่แล้ว ประเทศที่มองไว้ก็จะเป็นจีน ญี่ปุ่น และในประเทศแถบยุโรป
       
       ที่จริงแล้วในตอนนี้เราก็ส่งออกไปที่ประเทศเนเธอร์แลนด์อยู่ แต่เป็นปริมาณที่น้อยมาก คือ เป็นลูกค้าที่ทำธุรกิจร้านอาหารไทยอยู่ที่นั่น
       
       สำหรับในตลาดต่างประเทศ กว่าจะไปได้จริงๆคงเป็นอีก 3 - 4 ปีข้างหน้า เพราะทุกวันนี้จะติดปัญหาจากเกณฑ์การส่งออกข้าวไทย ที่ถูกกำหนดโดยเจ้าใหญ่ๆเพียงไม่กี่เจ้าในตลาด และกฎเกณฑ์ที่ออกมา ก็คือ ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำว่า 5 ล้าน ต้องมีพื้นที่เก็บข้าวประมาณ 500 เมตริกตันในมือ ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่มีแต่รายใหญ่ทำได้
       
       และอีกอย่าง ก็คือ จะส่งออกทีหนึ่งก็ต้องตรวจ DNA ข้าวด้วย ซึ่งคนที่จะตรวจและคุ้มทุน ก็คือ จะต้องเป็นรายใหญ่เท่านั้น รายเล็กๆนี่หมดสิทธิ์ที่จะทำเพราะมันไม่คุ้มทุน เราเองก็ต้องก้าวข้ามกฎเกณฑ์ตรงนี้ไปก่อน ถึงจะทำได้ ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็ 3 - 4 ปี
       
       แต่ทั้งนี้ ในปัจจุบันก็ยังพอมีช่องทางที่ช่วยให้โปรดักส์ไปสู่อินเตอร์ฯได้แล้ว ในการทำเป็นลักษณะรูปแบบของขวัญ ของฝาก ของที่ระลึก หรืออาหารกึ่งสำเร็จรูป อย่างโปรดักส์ของเราก็จะเป็นข้าวอบผักสำเร็จรูปพร้อมหุง ซึ่งก็จะทำให้มันไม่เข้าเกณฑ์ของการเป็นข้าวเปลือก ทำให้สามารถส่งออกไปขายได้
       
       ในตอนนี้ก็เริ่มมีตลาดต่างประเทศให้ความสนใจสินค้าของเราเข้ามาบ้างแล้ว ทั้งในประเทศจีน สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา แต่เรายังขาดความพร้อมทั้งในเรื่องของกำลังการผลิต อีกทั้งกฎเกณฑ์ในการนำเข้าสินค้าของแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน ตรงนี้ต้องศึกษาให้ดีก่อน เพราะถ้าไปแล้วเกิดข้อผิดพลาด มันจะได้ไม่คุ้มเสีย เลยพักตลาดต่างประเทศไว้ก่อน ขอทำตลาดในประเทศให้มีความพร้อม และแข็งแรงมากกว่านี้ก่อน”
       
       เมื่อถามมานพว่า ข้อดี หรือข้อได้เปรียบในการทำธุรกิจของผู้ประกอบการตัวเล็กๆ คืออะไร
       
       มานพตอบว่า “ข้อได้เปรียบของธุรกิจ SMEs คือ ไม่ต้องกลัวที่จะล้ม เพราะเราเริ่มต้นจากดินอยู่แล้ว มันไม่มีอะไรจะต้องเสีย รายใหญ่เองเขาก็ไม่สนใจเรา ไม่ได้มองว่าเราเป็นคู่แข่งที่จะไปแย่งตลาดกับเขา เราเองก็เลือกทำตลาดแบบไม่เป็นคู่แข่งกับใคร กับผู้ประกอบการ SMEs เอง เราก็ทำตัวเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ แชร์ข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากกว่า แทนที่จะทำแบรนด์ออกมาเพื่อแข่งขันกัน
       
       เช่นเดียวกับการที่เราอายุยังน้อย ผมเริ่มต้นทำธุรกิจทันทีที่เรียนจบ ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานที่ไหนมาก่อนเลยด้วยซ้ำ แต่เราก็สนุกกับการทำงานทุกวัน ทุกอย่างมันคือการเรียนรู้ ผิดบ้าง ถูกบ้าง ก็ไม่ต้องไปกลัว ทำงานอย่างไม่ต้องมีกรอบความคิด อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แค่ทำเต็มที่ ทำให้ดีที่สุดก็พอแล้ว”
       
       แน่นอนว่าทั้งแนวคิด และเส้นทางในการสร้างธุรกิจของเด็กต่างจังหวัด ที่มีทุนรอนจำกัดอย่างมานพ ย่อมน่าศึกษา และยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการรุ่นเล็กรายอื่นๆได้อีกด้วย
       
       ส่วน “ข้าวหุ่นเพรียว” จะประสบความสำเร็จ หรือไปได้ไกลแค่ไหนนั้น ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าจับตามอง
       
       @@@@ ข้อมูลโดย นิตยสารSMEsPlus @@@@
       
       * * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SME ผู้จัดการออนไลน์" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด และร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมายคลิกที่นี่เลย!! * * *
       
       

ข่าวล่าสุด ในหมวด
ลูกชาวนาจากสุรินทร์ สู่เถ้าแก่ใหม่วัย 22 กับนวัตกรรม “ข้าวหุ่นเพรียว”
ปฏิบัติการ GEN3ปลุกชีพ "ผงหอมศรีจันทร์" แบรนด์ใกล้ตายสู่ยอดขาย 300 ล.
“พีระพงศ์ จรูญเอก” ปั้น 'ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้' 5 ปีสู่ยอดขาย 2 พันล้าน
ล้วงคำตอบอาชีพเลี้ยงวัวนม โอกาสทองบนความท้าทาย
บทพิสูจน์ 3 ไอเดียสร้างสรรค์...เนรมิตธุรกิจยั่งยืน
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 15 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 15 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
ความคิดเห็นที่ 6 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
มีเด็กไทยเรียนจบมาสร้างงาน สร้างผลิตภัณฑ์ สร้างธุรกิจอายุยังน้อยๆ แบบนี้ สัก10 เปอร์เซ็นต์ก็ดี
การศึกษาสอนให้เด็กเป็นแรงงาน ถุยส์
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 5 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สุดยอด
ิิ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 4 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
จบแล้วกลับบ้านเกิด
เยี่ยม
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 3 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เก่งครับขอสนับสนุนด้วยคน
naki
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 2 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอแนะนำน้องมานพเพิ่มเติม เพิ่มโปรดักส์ข้าวไรซ์เบอรี่อีกตัวหนึ่ง โดยติดต่อเมล็ดพันธุ์ที่ ม.เกษตรศาสตร์ อย่าลืมวิจัยคุณสมบัติให้ออกมาตรงกับความต้องการในอนาคต จะเป็นการเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย เอาใจช่วยคิดดีและทำได้ดี
จ่าฮันเตอร์
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สารให้ความหอมในข้าวหอมมะลิ ชื่อ 2-acetyl-1-pyrolene (แก้ไขให้เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องนะครับ ^^manop)
naturefoodth@gmail.com
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ถ้าควบคุมน้ำตาลในข้าวได้
น่าจะคิดต่อยอด ทำข้าวสำหรับผู้ป่วยเบาหวานนะ
เป็นทางเลือกใหม่ สำหรับคนต้องการควบคุมน้ำตาล
แต่อยากกินข้าวกับน้ำพริก ปลาทุู
:)
 
ความคิดเห็นที่ 1 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เอาใจช่วย ข้าวหอมมะลิแท้ๆหายากต้องไปร้านขายเพื่อสุขภาพ
ปู่ชัย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2014