Smitr Cafe เสน่ห์ของความคลาสสิกที่จับต้องได้

โดย Marsmag   
21 ธันวาคม 2559 13:32 น.
Smitr Cafe  เสน่ห์ของความคลาสสิกที่จับต้องได้
        “สำหรับยามบ่ายเช่นนี้ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ทานโทสต์ต้มยำกุ้ง พลางจิบเบียร์คราฟต์เย็นๆ พร้อมฟังเพลง Going Down Slow ของ Magic Slim ในร้านคาเฟ่ที่เป็นกันเองอย่าง Smitr Cafe อีกแล้ว”
       
       หากใครเคยสัญจรผ่านถนนในซอยสุขุมวิท 50 ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมานี้ คงจะเคยผ่านตาคาเฟ่สีน้ำเงินเล็กๆ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนผับเก่าๆ ในกรุงลอนดอนอย่าง Smitr Cafe ที่แม้หน้าตาจะดูตะวันตกเหลือเกิน แต่เบื้องหลังของร้านเล็กๆ ร้านนี้มีความเป็นไทยแฝงเอาไว้อย่างลงตัว ซึ่งวันนี้เราได้มานั่งคุยกับหุ้นส่วนทั้ง 4 คน ประกอบไปด้วยณัฐวุฒิ บุษบก, นที เหรียญเสาวภาคย์, พิชา อัศวาณิชย์ และอังคณา วงษ์พัฒนสิริกุล ถึงทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับที่แห่งนี้

Smitr Cafe  เสน่ห์ของความคลาสสิกที่จับต้องได้
       

Smitr Cafe  เสน่ห์ของความคลาสสิกที่จับต้องได้
        “เราเป็นคนชอบคุยกับคน ชอบคุย ชอบพูด ชอบฟังเรื่องราวของคนใหม่ๆ ก่อนหน้านี้ก็เคยเปิดร้านอาหาร แต่มันเป็นการเปิดเพราะอารมณ์ เพราะความสนุก เน้นความบันเทิงอย่างเดียวเลย (หัวเราะ) จนวันหนึ่งก็รู้สึกว่ามันสนุกเกินไป เราอยากจริงจังกับมันมากกว่านี้ ซึ่งช่วงนั้นก็เป็นตอนที่เรารวมตัวกับเพื่อนทำเสื้อเชิ้ตขาย อยากให้เป็นเสื้อเชิ้ตที่สามารถวัดไซส์ให้พอดีกับทุกคน ตัดเย็บดีๆ ก็เลยทำแบรนด์ขึ้นมา ทีนี้มาถึงการตั้งชื่อก็คิดว่าอยากให้มันเป็นคาแร็กเตอร์ของคนคนหนึ่ง ให้เป็นชื่อที่ฟังแล้วรู้สึกได้ว่า คนคนนี้จะต้องแต่งตัวประมาณนี้ เป็นลุคแบบคลาสสิก gentleman หน่อย ผ้าที่ใช้ก็จะเป็นผ้าออกซ์ฟอร์ดกับผ้าลินิน จึงเป็นที่มาของชื่อแบรนด์ Smitr ซึ่งเป็นการสะกดแบบไทย มาจากคำว่าสยาม กับมิตรสหาย ที่มีคำว่าสยามเพราะเรานึกถึงสมัยที่ ร.5 เสด็จประภาสยุโรปเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งวัฒนธรรมการแต่งกายก็เป็นอย่างหนึ่งที่พระองค์นำกลับมาด้วย”
       
       ส่วน Smitr Cafe นั้นมาทีหลังแบรนด์เสื้อผ้า หลังจากที่ทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ได้พักหนึ่ง พวกเขาก็อยากมีร้านที่มีคาเฟ่เล็กๆ รวมอยู่ในนั้น จึงเกิดเป็นร้านๆ แห่งนี้

Smitr Cafe  เสน่ห์ของความคลาสสิกที่จับต้องได้
       

Smitr Cafe  เสน่ห์ของความคลาสสิกที่จับต้องได้
       

Smitr Cafe  เสน่ห์ของความคลาสสิกที่จับต้องได้
       

Smitr Cafe  เสน่ห์ของความคลาสสิกที่จับต้องได้
        “เราอยากมีที่ให้คนมาพบปะ มานั่งคุยกัน อยากให้มันเป็นพื้นที่ที่ทุกคนมาแล้วสบายใจ เป็น comfort zone ของทุกคน ขนาดร้านก็เล็กๆ นี่แหละครับ เราอยากให้พื้นที่มันกำลังพอดี ให้คน 2 คนสามารถดูแลมันได้ ที่นั่งก็มีทั้งด้านนอกและด้านใน เวลาฝนตกในร้านก็อาจจะอบอุ่นหน่อย (ยิ้ม) มาเรื่องอาหารก็ง่ายๆ เป็น snack เป็น toast ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ส่วนเรื่องสไตล์ร้านก็ยังคงไว้ซึ่งความคลาสสิก ความคลาสสิกสำหรับพวกเรามันเหมือนกับความเป็นเพื่อน ความเป็นมิตร มันอยู่ด้วยกันมานาน นานเป็น 20-30 ปี อย่างร้านนี้ถ้าเดินเข้าไปจะเห็นว่า จะมีของชอบของเพื่อนแต่ละคน การตกแต่งของร้านก็จะเป็นสไตล์ยุโรป เป็นการรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาเต็มๆ โทนสีเราใช้โทน deep indigo ตัดสลับกับสีทอง คู่สีนี้มันคลาสสิกและไม่มีวันเบื่อ มีความร่วมสมัยอยู่ตลอด ส่วนโลโก้จะมีลักษณะเหมือนดอกรัก ซึ่งพอค้นคว้าข้อมูลไปลึกๆ แล้วก็พบว่า มันมีความหมายหลากหลายมากทั้งทางศาสนาและการเมือง
       
       “ร้านเราสบายๆ ครับ ลูกค้าอยากจะซื้อขนมจากที่อื่นมานั่งทานในร้านได้ไม่ว่ากัน แต่อยากให้มา ต่างชาติบางคนสั่งซูชิจากร้านอื่นมากินกับโค้กกระป๋องที่ร้านเราก็มี (หัวเราะ) สนุกดีครับ เจอคนน่าประทับใจเยอะดี ถ้ามาวันศุกร์ก็จะมีดนตรีสด”

Smitr Cafe  เสน่ห์ของความคลาสสิกที่จับต้องได้
        หลังจากพูดคุยกันพอหอมปากหอมคอแล้ว อาหารและเครื่องดื่มก็มาเสิร์ฟที่โต๊ะพอดี เริ่มจากเมนูเด็ดของที่นี่ที่ใครมาก็พลาดไม่ได้อย่าง Siam Tom Yam Goong Toast เป็นซอสรสเด็ดที่ปรุงขึ้นมาเอง ผสมผสานกับเห็ดแชมปิญอง ไข่กุ้ง พร้อมชีสหอมอร่อย ต่อมาคือ Siam Green Curry with Chicken Toast สูตรเฉพาะของทางร้านเช่นเดียวกัน ทานคู่กับเบียร์ Oetinger ยิ่งกลมกล่อมเข้ากันได้ดี เมนูที่ 3 คือ Chicker Liver Pate Toast ทำจากตับบดโฮมเมดที่คนไม่ชอบตับบดจะทานได้ เรียกได้ว่าเป็นอีกเมนูเด็ดของร้านเช่นกัน

Smitr Cafe  เสน่ห์ของความคลาสสิกที่จับต้องได้
        มาถึงเครื่องดื่มก็มีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่เบียร์ ไวน์ ไปจนถึงบ๊วยน้ำผึ้งมะนาว เริ่มจาก Unlock เมนูบ๊วยน้ำผึ้งมะนาวที่รับรองว่าดื่มเข้าไปแล้วจะสดชื่น ปลดล็อกความเครียด โดยใช้ความหวานจากน้ำผึ้งแทนน้ำเชื่อม เมนูถัดมาคือ Goddamn Latte ลาเต้ร้อนที่ได้แรงบันดาลใจในการตั้งชื่อมาจากภาพยนตร์เรื่อง Zoolander รสชาตินุ่ม อร่อย ละมุน และเมนูสุดท้ายสำหรับวันนี้คือ BFFF (Best Fucking Friend Forever) ซึ่งถ้าเป็นชื่อปกติจะเป็น Salted Caramel Peanut Butter Frappe ที่มีกลิ่นหอมของเนยถั่ว ตัดกับรสชาติเค็มของเกลือทะเล ออกมาเป็นรสชาติที่หอมหวานที่สุด

Smitr Cafe  เสน่ห์ของความคลาสสิกที่จับต้องได้
       

Smitr Cafe  เสน่ห์ของความคลาสสิกที่จับต้องได้
       

Smitr Cafe  เสน่ห์ของความคลาสสิกที่จับต้องได้
       

Smitr Cafe  เสน่ห์ของความคลาสสิกที่จับต้องได้
        เพลงบลูส์ยังบรรเลงอยู่ด้านหลัง เราถามพวกเขาก่อนจากกันว่าทำไมต้องเป็นเพลงบลูส์ พวกเขายิ้มก่อนบอกว่า ดนตรีประเภทนี้เป็นเรื่องของความรู้สึก และด้วยอายุของพวกเขาตอนนี้ ณ เวลานี้ มันต้องเป็นบลูส์เท่านั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องลองนั่งฟังดูเอง พร้อมจิบเบียร์คราฟต์สูตรพิเศษหรือทานโทสต์ร้อนๆ ของร้านไปด้วย ซึ่งสุดท้ายเราก็พบว่ามันจริงอย่างที่เขาว่า คงไม่มีดนตรีชนิดไหนเข้ากับ Smitr Cafe ไปมากกว่าบลูส์แล้วจริงๆ

        ที่ตั้ง
       Smitr Cafe
       1A1/24 สุขุมวิท 50 ซอยเหลือสุข คลองเตย กทม.
       
       เวลาเปิดทำการ
       ทุกวัน 11:00-24:00 น.
       โทร. 08 6515 6519
       Facebook: SMITR Cafe

        เรื่อง : พิมพ์อร นทกุล
       ภาพ : พาณุวัตน์ เงินพจน์

ยังไม่มีผู้โหวต
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2016