หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ | ข่าวปก
 

ถอดรหัสระบอบทักษิณคัมแบ็ก !!!

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์
2 พฤษภาคม 2551 09:05 น.
     ถอดรหัสระบอบทักษิณคัมแบ็ก !!!
        * เอ็กซเรย์กลยุทธ์ “Thaksinocracy” ด้วยหลักการบริหารจัดการยุคใหม่
       * จะเกิดอะไรขึ้น.. ถ้าทักษิณสามารถทำให้หลุดพ้นคดี..กลับมาใหญ่อีกรอบ
       * เผยแผนบันได 3 ขั้น หวนคืนอำนาจของระบอบทักษิณ

       
       6 ปี 4 เดือน ที่ระบอบทักษิณ เข้าครอบงำสังคมไทย ภายใต้การนำของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”ด้วย “นโยบายประชานิยม”จนสามารถยึดโยง กลุ่มคนระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นฐานมวลชนใหญ่ของประเทศเข้าด้วยกัน อย่างเป็นโครงข่ายที่มีอาณาเขตแผ่ขยายออกไปอย่างเข้มแข็ง
       
       ปัจจุบัน แม้พ.ต.ท.ทักษิณ กลายเป็นผู้ไม่มีอำนาจทางการเมืองใดๆก็ตาม แต่ระบอบทักษิณ ยังคงยืนหยัดอยู่ในสังคมไทยอย่างเหนียวแน่น พร้อมได้พิสูจน์ให้ประจักษ์แล้วว่า ยังมีคนศรัทธาและ รอคอยอยู่
       
       นักวิชาการ นักบริหารจัดการ และคอการเมือง ได้ร่วมกันศึกษา และสังเคราะห์ โดยใช้กลยุทธ์หลักการบริหารจัดการสมัยใหม่ ( Modern Management) โมเดล POLC อันประกอบด้วย Planning การวางแผน, Organizing การจัดองค์กร ,Leading การชี้นำ และ Controllingการควบคุม เพื่อให้เห็นกลไกการทำงานของระบอบทักษิณ ที่ยังสามารถขับเคลื่อนอยู่ในสังคมอย่างน่าสนใจ
       
       Planning : แผนกลยุทธ์
       ประชานิยม สูตรสำเร็จ

       
       “ระบอบทักษิณ”หรือ Thaksinocracy โดยเป็นคำนิยามที่นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์และนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ตั้งขึ้น เพื่อให้ความหมาย การปกครองของประเทศไทย ภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยเป็นระบอบที่ยึดกับความคิดและตัวตนของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นหลัก จนไม่สนใจถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของระบอบประชาธิปไตย หากวิเคราะห์ “การวางแผน”ของระบอบทักษิณ ก็สามารถพิจารณาได้จาก ความคิดและการกระทำของพ.ต.ท.ทักษิณ คู่ขนานกันได้เช่นเดียวกัน
       
       ปฎิเสธไม่ได้ว่า ระบอบทักษิณในยุคที่พ.ต.ท.ทักษิณ ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 สมัยนั้น มีความโดดเด่นมาก ในเรื่อง “การวางแผนเชิงกลยุทธ์ ”เป็นหลักบริหารจัดการที่สำคัญ กรณีที่เห็นได้ชัด ได้แก่ การวางแผน “กลยุทธ์ทางการตลาด”ทุกรูปแบบ ที่ถูกงัดนำมาใช้ เพื่อสร้างความนิยมในตัวพรรค และผู้นำ จากกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งชนชั้นกลาง และรากหญ้าของประเทศ และใช้เป็นเครื่องมือในบริหาร พรรค และคน ของพรรคไทยรักไทย ซึ่ง ขณะนั้นเป็นพรรคน้องใหม่ แต่ได้คะแนนเสียงอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้ง 2 ครั้งสองครา
       
       กลยุทธ์นี้ สามารถสร้างความสำเร็จในระบอบทักษิณอย่างดี กรณีตัวอย่างเด่นชัดที่สุด ได้แก่ “ นโยบายประชานิยม” ซึ่งถือเป็นเครื่องมือหาเสียงที่สำคัญของระบอบทักษิณ โดยสามารถครองใจกลุ่มเป้าหมายระดับรากหญ้ามาได้ถึง 3 ยุค 3 สมัย ( สมัยรัฐบาล ทักษิณ 1-2 และสมัยรัฐบาลสมัคร ) แหล่งข่าวคนใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดเผยว่า วิธีการวางแผนในยุคนั้น ในแต่ละภารกิจ ( Mission ) เมื่อมีเป้าหมายชัดเจน (Goal ) มีการกำหนดรูปแบบ วิธีการ ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อง่ายต่อความเข้าใจของผู้นำไปปฎิบัติ ที่สำคัญ
       
       แผนงานทั้งหลาย มักถูกกลั่นกรองอย่างเป็นระบบ โดยมักใช้ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านเข้ามาทำงาน ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณจะเป็นคนคัดเลือกและจัดสรรบุคคลเหล่านี้ด้วยตัวเอง มีทีมงานที่ปรึกษาใกล้ชิด เป็นคนชงเรื่องมาให้ โดยกระบวนการผลิตนโยบาย ทำเป็นขั้นตอน ตั้งแต่ วิจัยสำรวจปัญหา จัดแบ่งหมวดหมู่ วิเคราะห์ความเป็นไปได้ และนำเสนอนโยบาย
       
       โดยพรรคฯได้สร้างทีมนักวิจัยขึ้นมาชุดหนึ่งแล้ว ส่งนักวิจัยไปหาข้อมูลกับประชาชนทั่วประเทศแล้วสรุปปัญหาที่ประชาชนประสบมารายงาน เมื่อทีมวิจัยเข้าไปพบว่า มีปัญหาหลักใดบ้างๆ ก็มาจัดคณะทำงานเป็นชุดๆ อาทิ ด้านเศรษฐกิจ มี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นประธาน ด้านการศึกษา มี น.พ.เกษม วัฒนชัย เป็นประธาน หรือด้านนโยบาย มีนายพันธ์ศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็นประธาน
       
       กระทั่งจนปัจจุบัน แม้พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศวางมือทางการเมือง ในยุคพรรคพลังประชาชน และมีสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกนอมินี ก็มีการ “สืบทอด” ระบอบทักษิณ (ทางอ้อม) ผ่านกลไกของ “รัฐบาลนอมินี” เช่นกันโดยประกาศเดินหน้านโยบายประชานิยมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่า การจัดตั้งฟาร์มโคที่มีคุณภาพ พักหนี้เกษตรกรรายย่อย 3 ปี โครงการเอสเอ็มแอลหมู่บ้าน และต่อยอดแนวทางหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ รวมทั้ง นโยบายภาษีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
       
       ขณะที่ ก็ยังบรรดาขุนพลพรรค ตั้งแต่หัวหน้าพรรค และคณะผู้บริหารพรรคพลังประชาชน ล้วนเป็น แกนนำ “ทัพหน้า” ในการเคลื่อนไหวรักษาระบอบทักษิณ ขณะที่ “ ทัพหลัง” ซึ่งเป็นกุนซือ คอยร่วมกำหนดแผน ยุทธศาสตร์ ซึ่งล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มอบบทบาทสำคัญ มือรองจาก ตนเองให้กับ “เนวิน ชิดชอบ”
       
       ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ และทีมกุนซือ ยังเชี่ยวชาญวางแผนและประเมินยุทธวิธีอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เป็นที่ทราบกันดีกว่า ตั้งแต่ตัวนายสมัคร เองก็ถูกวางตัวเป็น นายกขัดตาทัพ เพื่อมาล้างภาพพจน์ที่พ.ต.ท.ทักษิณถูกกล่าวหาว่า ไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน โดยสมัครเองเป็นผู้ที่มีภาพลักษณ์จงรักภักดีต่อสถาบัน จึงกลายเป็นผู้มีสถานะกำจัดจุดอ่อนของพ.ต.ท.ทักษิณได้ โดยก่อนจะมาเป็นสมัครนั้น ตัวเลือกอันดับหนึ่ง ได้แก่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แต่ไม่ได้รับเลือก เพราะภาพที่สื่อไปยังสถาบันพระมหากษัตริย์ยังไม่ชัด
       
       นอกจากนี้ ยังได้จัดวาง “ทีมทนาย ” ซึ่งถือว่า “ หัวเรือสำคัญในการแก้ต่าง”ในคดีต่างๆ ซึ่งเป็น “มลทิน”ของผู้นำระบอบทักษิณ ไม่ว่า เรื่อง คดีทุจริตซื้อที่ดินรัชดามูลค่า 772 ล้านบาท จากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ของพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ภรรยา โดยทีมทนายระดับหัวกะทิจาก 13 คนเป็น 20 คน โดยมี นายประเกียรติ นาสิมมา อดีตส.ว.ร้อยเอ็ด ผู้คุ้นเคยกับตระกูลชินวัตรมาก่อน เป็นโฆษกคณะทนายความ นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล เป็นรองโฆษก และทีมทนายความ
       
       ส่วนทีมทนายคนอื่นๆ ที่ดูแลคดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาของคตส. อาทิ พิชิต ชื่นบาน ดูแลคดีที่ดินรัชดา นายสมพร พงษ์สุวรรณ ดูแลคดีจัดซื้อเครื่องตรวจระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 และล่าสุดเพิ่งเปิดตัว นาย วีระภัทร์ ศรีชัยยา ดูแลคดีหุ้นและภาษีของบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยทีมเหล่านี้ล้วนเป็นทนายที่ผ่านการเลือกสรร ในด้านฝีไม้ลายมือ และความไว้ใจจากคนใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณมาแล้วทั้งสิ้น ทั้งนี้เพื่อให้ภารกิจบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ คือ การชนะทุกคดี
       
       Organizing:จัดวางระบอบ
       รวมศูนย์กลางอำนาจ
       

       นอกจากนี้ “ระบอบทักษิณ” ยังมีหลักการบริหารจัดการแบบองค์กรธุรกิต กล่าวคือ มีการจัดองค์กรหรือระบอบ โดยอิงมาจากโครงสร้างองค์กรธุรกิจ โดยผู้นำองค์กร เป็นหัวเรือใหญ่ และมีจัดโครงสร้างสายบังคับบัญชาหลักๆ หัวหน้าทีมคณะผู้บริหาร คล้ายกับซีอีโอ บริษัท โดยมีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รับบทบาทเป็นผู้นำองค์กร มีทีมงานผู้บริหารตามสายบังคับบัญชา ซึ่งจัดแบ่งตามลำดับความสำคัญ งานวิชาการหรืองานส่วนบุคคลของผู้นำ
       
       ส่วนระดับกุนซือเทียบเคียงได้กับตำแหน่ง VPของแต่หน่วยธุรกิจ มีคีย์แมนคนสำคัญ ได้แก่ นายภูมิธรรม นายแพทย์พรหมมินทร์ และ นายพันธ์ศักดิ์ ทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่มของแต่ละหน่วยงานหรือประเภทงาน ล่าสุดพ.ต.ท.ทักษิณได้มีการโปรโมทผู้ช่วยคนใหม่ เนวิน ชิดชอบ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนมือขวาของผู้นำ ทั้งออกความคิด วางแผนและลงมือปฎิบัติ เนื่องจากเนวิน เป็นผู้ใกล้ชิดและร่วมชะตากรรมเมื่อครั้งพ.ต.ท.ทักษิณเผชิญวิกฤติทางการเมือง ทำงานได้ทั้งบู๊และบุ๊น จึงเป็นที่โดนใจผู้นำระบอบ สามารถทำงานให้สำเร็จ โดยไม่สนใจวิธีการ ส่วนใหญ่มักเป็น อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ( บางคน)
       
       โครงสร้างคณะผู้บริหารทั้งหมด ขึ้นตรงต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นศูนย์กลางอำนาจ (Centralization ) โดยเมื่อครั้งทำงานเป็นรัฐบาล บรรดาคณะรัฐมนตรีต่างๆมีหน้าที่ มีบทบาท เป็นเพียงผู้นำเอานโยบาย โครงการที่มาจากความคิดหรือ ความเห็นชอบของทักษิณไปปฎิบัติตามโดยไม่มีข้อโต้แย้ง หรือความเห็นค้าน
       
       แหล่งข่าวในแวดวงการเมือง เปิดเผยว่า ระบอบทักษิณ เป็น ระบบการปกครองที่ออกแบบการเมืองการปกครองใหม่ ซึ่งต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ “ทุนนิยมแบบรวมศูนย์” ผสมผสานกับการเมืองแบบอเมริกัน ซึ่งมีกลุ่มนักธุรกิจ (บางกลุ่ม) สนับสนุน โดยมีการจัดการ ระบอบ ด้วยการ ดึงอำนาจทั้งหมดมาไว้กับตัวเอง คล้ายกับรูปแบบ “นครรัฐ” ซึ่งเป็นยุคโบราณที่ทุกอย่างรวมตัวและมีศูนย์อำนาจอยู่ที่ตัวเองเพียงคนเดียว หรือ กลุ่มเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใฝ่ฝันและต้องการนำเป็นมาวิสัยทัศน์ในเวลานั้น
       
       การรวมศูนย์อำนาจอยู่ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่ได้ชูพรรค แต่เน้นชูตัวบุคคลเป็นหลัก ทำให้เขากลายเป็น “ผู้นำรัฐบาลที่มีอำนาจเข้มแข็ง”มากที่สุดในขณะนั้น กล่าวคือ เป็นรัฐบาลที่คุมทั้งสภา คุมทั้งสื่อ และคุมทั้งองค์กรอิสระ ( บางองค์กร )กระทั่งความคิดของคนทั่วไปอย่างเบ็ดเสร็จ จนถูกขนานนามกันว่า เป็นรัฐบาลเผด็จการ เนื่องจาก นโยบายบริหารประเทศต่างๆทั้งด้าน การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทุกด้านขึ้นอยู่กับพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นหลัก
       
       “ระบอบทักษิณมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐ โดยฝ่ายบริหารสามารถผูกขาดใช้ความรุนแรงและบริหารจัดการกับส่วนต่างๆกับสังคมได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จนถึงกับเรียกว่า “ระบอบสมบูรณายาสิทธิทุนจากเลือกตั้ง Elected Capitalist Absolutism” เกษียร เตชะพีระ เคยวิเคราะห์ไว้
       
       ดร. สังศิต พิริยะรังสรรค์ ผู้อำนวยการโครงการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขา พัฒนาธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และอดีตรองประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแห่งชาติ ให้ความเห็นว่า ระบอบทักษิณเป็นระบอบที่เน้น “บริหารจัดการ” ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล แต่ไม่เน้นการตรวจสอบ โปร่งใส น่าเชื่อถือ อีกทั้งไม่ยึดถือ เจตนารมณ์ความเห็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้นระบอบนี้จึงขัดแย้งกับ สังคมไทยและสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่ง การเน้น แต่ประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพียงด้านเดียว จึงกลายเป็น จุดอ่อนระบอบทักษิณที่ชัดเจน
       
       อย่างไรก็ตาม ระบอบทักษิณ ยังทำให้สังคมไทยเข้ามาสู่ยุค “การบริหารงานของรัฐบาลแบบใหม่” โดย 15ปีที่ผ่านมา สังคมไทยต้องการการบริหารงานของรัฐบาลแบบใหม่ ในมิติใหม่ แต่ทั้งรัฐบาล ทักษิณ-สุรยุทธ์ และสมัคร ก็ยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับ ปริบทสังคมไทยและโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้ จึงทำ
       
       ให้เกิดวิกฤติอย่างต่อเนื่อง ทุกวันนี้ ”สังศิต กล่าวและเสริม แม้กระทั่งรัฐบาลสมัครเอง ก็ค่อยๆสะสมวิกฤติไป เพราะเป็นรัฐบาลที่ไม่มีทั้งประสิทธิภาพ-ประสิทธิผล อีกทั้งไม่ค่อยโปร่งใส เชื่อว่า ไปอีกระยะหนึ่งอาการจะหนักและมีวิกฤติเร็วที่สุดกว่ารัฐบาลชุดอื่นๆ
       
       Leading :สร้างเครือข่าย
       ปกป้องระบอบทักษิณ

       
       หลักของการบริหารจัดการ ตามสูตร POLC นอกจากมีการวางแผนที่ดี มีการจัดวางระบบ ขึ้นมารองรับแผนดังกล่าว สิ่งสำคัญ คือ ผู้นำ (Leader) ที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้ “คน”ในทีม เพื่อเดินไปตามแผนการที่วางไว้ ในระบอบทักษิณ ตั้งแต่ยุคเป็นรัฐบาลจนถีงยุคนี้ ได้มีการจัดวางคนสอดคล้องกับแผนภารกิจ โดยวัดจากผลงานความทุ่มเท และความไว้เนื้อเชื่อใจ
       
       เครือข่ายบุคคลสำคัญๆในระบอบทักษิณปัจจุบัน ที่ยังคงจับมือกันอย่างเหนียวแน่น แบ่งเป็น 5 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ หนึ่ง-กลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ถือเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลอันดับหนึ่งในพรรคพลังประชาชนและเป็นคนที่พ.ต.ท.ทักษิณยังคงให้ความไว้ใจ เพราะความสัมพันธ์ที่ร่วมต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เมื่อครั้งอยู่พรรคพลังธรรม ในช่วงการก่อตัวของพลพรรครักทักษิณ มีการเดินเกมการเมืองสำคัญๆ หลายกรณี หนึ่งในผู้เดินเกมส์ คือ คุณหญิงสุดารัตน์
       
       “เช่น กรณีพยามติดต่อให้พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เพื่อลดความขัดแย้งกับพล.อ.เปรม รวมทั้ง กรณีให้ความช่วยเหลือแบบมองไม่เห็นกับกลุ่มคนรักทักษิณ ถึงแม้จะมีนางเยาวภา เป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ แต่คุณหญิงสุดารัตน์ ก็เป็นคนเดินเกมหนุนอยู่ข้างนอก ล่าสุดยังถูกวางตัวให้เป็นแกนนำเคลื่อนไหวกดดันนายสมัครและพรรคพลังประชาชน เพื่อออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับอดีตกรรมการพรรคไทยรักไทยอีกด้วย ”
       
       สอง-กลุ่มนายเนวิน ชิดชอบ เป็นคนที่พ.ต.ท.ยอมรับและเชื่อใจ จากการพิสูจน์ตัวเองด้วยการร่วมหัวจมท้ายกับพ.ต.ท.ทักษิณในช่วงที่ถูกวิฤติทางการเมืองรุมเร้า จนได้รางวัลตอบแทน คือ โควต้ารัฐมนตรีของตัวแทนในกลุ่มนายเนวิน มีบทบาทดูแลและบริหารงานเกี่ยวข้องกับ การจัดฐานมวลชนชาวรากหญ้าในเขตชนบททั่วประเทศ เพื่อทำงานสำคัญ คือ สะสมฐานมวลชนรองรับการกลับมาเล่นการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณอีกครั้ง
       
       สาม-กลุ่มจงรักภักดี กับพ.ต.ท.ทักษิณ กลุ่มนี้จะรวมตัวกันไม่เหนียวแน่นเหมือนกับ 2 กลุ่มแรก ซึ่งมีระบบการควบคุมบังคับบัญชาชัดเจน โดยในกลุ่ม 3 นี้จะมีการแยกกันเป็นกลุ่มย่อยๆ 5 คน 7 คน ถึง 10 คน แล้วแต่ความสามารถ อาทิ กลุ่มนายยงยุทธ กลุ่มนางเยาวภา กลุ่มนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กลุ่มนายสันติ พร้อมพัฒน์ และกลุ่มนายไชยา สะสมทรัพย์ ฯลฯ บทบาทหน้าที่ของกลุ่มดังกล่าวนี้ เป็นผู้รับคำสั่งแล้วนำไปปฎิบัติจากพ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น
       
       สี่-กลุ่มที่ใช้พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นแนวร่วม และเป็นเครื่องมือสานต่ออุดมการณ์ทางการเมืองที่ตนเองและพรรคพวกเชื่อมั่น อาทิ นายภูมิธรรม นายแพทย์พรหมมินทร์ นายพันธ์ศักดิ์ นายจาตุรนต์ และนายอดิศร ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้มีความสามารถทางการเมืองที่หาตัวจับยาก และยังเป็นกุนซือชั้นแถวหน้านำความคิดครอบงำพ.ต.ท.ทักษิณมาอย่างยาวนาน จนทำให้ระยะสุดท้ายของรัฐบาลทักษิณมีวิธีการจัดการอำนาจเปลี่ยนไป จนหลายคนที่รู้ทันต้องวิตกกังวล และนำมาสู่ความล่มสลายของรัฐบาลทักษิณ แต่ปัจจุบันพ.ต.ท.ทักษิณก็ยังคงมั่นใจและเชื่อใจกับบุคคลเหล่านี้ เพราะเชื่อว่าสามารถนำพาเขากลับมายิ่งใหญ่ทางการเมืองอีกครั้ง
       
       ห้า-กลุ่มที่อาศัยเกาะกระแส “เอาทักษิณกลับมา” กลุ่มนี้ไม่ค่อยรวมตัว ส่วนมากกระจายอยู่ตามพรรคพลังประชาชน ส่วนใหญ่เป็นส.ส.ใหม่ ซึ่งปัจจุบันไม่ค่อยมีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากนัก ยกเว้น นักการเมืองรุ่นเก๋า นายสมัคร และร.ต.อ. เฉลิม ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มนี้ แต่ได้ดีมีอำนาจทางการเมือง เพราะ เข้ามาด้วยข้อตกลงพิเศษ “กรณีสมัครเข้ามา เพื่อลบภาพความไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเอาไว้ต่อกรกับ พล.อ.เปรม ส่วนร.ต.อ.เฉลิม เข้ามาเพราะถูกวางไว้ให้เป็นคู่ต่อกรณีพรรคประชาธิปัตย์และเตรียมการบางอย่างหาก ทหารเกิดรัฐประหารยึดอำนาจอีกครั้ง ร.ต.อ.เฉลิมมีประสบการณ์เรื่องนี้ในสมัยรสช.เมื่อปี 2534 จึงคาดหมายว่า จะมีสามารถรับมือกับภารกิจครั้งนี้ได้ไม่ยาก”
       
       “ ทั้ง 5 กลุ่มดังกล่าวนี้ ถือเป็นกลุ่มเครือข่ายหลักๆในระบอบทักษิณที่ยังคงมีบทบาท โลดแล่นอยู่ทั้งเบื้องหน้า-เบื้องหลัง ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรักทักษิณ กลุ่มนปก. ฯลฯ ทำหน้าที่ ทำลายฝ่ายตรงข้าม หรือต่อต้านพรรค มีเป้าหมายเพื่อ ปกป้อง รักษา ระบอบทักษิณหรือพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นสำคัญ”
       
       Controlling :คุมคน
       คุมเกมการเมืองด้วยตัวเอง

       
       ในการกลับมาเมืองไทยของพ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้ นอกจากเป็น “สัญญาณ”ฟื้นระบอบทักษิณโดยทางอ้อมแล้ว เพราะระบอบทักษิณ ยึดตัวตนและความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นหลัก สิ่งที่สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัด คือ ความต้องการที่จะ “คอนโทรล” (ควบคุม) เกมส์การเมืองและคนทั้งหมด โดยเฉพาะหลังจากที่เขาได้ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองของรัฐบาลสมัครที่ยังไม่แน่นอน
       
       ผนวกกับการที่ นายยงยุทธ ติยะไพรัตน์ ผู้ซึ่งถูกวางตัวเป็น “ทายาททางการเมือง”ที่มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำพรรคคนต่อไป โดยมีการปูทางให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร นำร่องไปก่อน (ต่อจากนายสมัคร หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองของรัฐบาลสมัครในอนาคต) ได้ถูกกกต.แจกใบแดง และศาล ทำให้ยงยุทธต้องยุติบทบาททางการเมืองไปชั่วคราว เหล่านี้เป็นปัจจัยเร่งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เลื่อนเดินทางกลับเมืองไทยเร็วกว่าๆกำหนดที่เคยวางไว้ราวเดือนพฤษภาคม 2550 มาเป็นปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อจะได้มาบัญชาบริหารจัดการด้วยตัวเอง อันจะมีส่งผลให้เกิด “ความชัดเจน-แน่นอน" ทางการเมืองมากยิ่งขึ้น
       
       นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้ประเมินเรื่องการกลับมาเมืองไทย ในประเด็น ความรู้สึกของชาวบ้านที่เชื่อในคำโฆษณาหาเสียงของผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชนว่า “ถ้าเลือกพรรคพลังประชาชนแล้วทักษิณจะกลับมา” ซึ่งหากปล่อยไว้เนิ่นนาน โดยไม่แน่ชัดว่า ทักษิณจะกลับมาเมื่อไหร่ ชาวบ้านอาจเข้าใจสรุปว่า ลูกน้องทักษิณโกหก ดังนั้นจึงมีการเตรียมการรองรับการกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างดี ไม่ว่า การปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยรอบบ้านพักในซอยจรัญ 69 เตรียมพาหนะหุ้มเกราะกันกระสุน ฝึกทีมงานรักษาความปลอดภัยให้มีความสามารถระดับเดียวกับการคุ้มครองบุคคลสำคัญระดับโลก รวมทั้งการจัดเตรียมมวลชนรากหญ้าไว้ เพื่อใช้เป็นโล่มนุษย์ให้กับทักษิณ หากมีใครคิดจะใช้กำลังเข้าจับตัว
       
       ทางด้านนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ให้ข้อสรุปว่า ระบอบทักษิณ โดดเด่นในเรื่อง การวางแผนและตัวผู้นำ ขณะที่การวัดผลประเมินระบอบนั้น มุ่งเน้นแต่ตัวเลขการเติบโตทางด้าน จีดีพี เป็นหลัก “การวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ จะต้องมองตั้งแต่เป้าหมายที่ต้องนำไปสู่อะไร กลยุทธ์จากคน กลุ่มไหนเป็นฐานเสียงเป้าหมาย อีกทั้งมีกระบวนการอย่างเป็นระบบเป็นขั้นเป็นตอน ที่สำคัญมีการประเมินว่า กลยุทธ์นั้นเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายอย่างไรอย่างต่อเนื่อง”
       
       อีกทั้ง ระบอบทักษิณ ก็ยังได้นำเอาแนวคิดการบริหารจัดการของภาคธุรกิจไปใช้ ในการบริหารงานของประเทศในเวลานั้น ซึ่งการบริหารในลักษณะนี้เรียกกันว่า New Public Management หรือ NPM ซึ่งเป็นกระแสใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในต่างประเทศในปี 1990 มาจากประเทศนิวซีแลนด์ และอังกฤษ ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้ง 2 ประเทศประสบวิกฤติเศรษฐกิจคล้ายเมืองไทย
       
       “การบริหารประเทศ จะมุ่งเอาแต่พึ่งพาจากภาครัฐก็คงไม่ไหว จึงมีการนำแนวคิดภาคธุรกิจไปปรับปรุงกลไก การบริหารงานภาครัฐ เน้นกระจายอำนาจ ผลงาน การตลาด และประสิทธิภาพต้นทุน ในการบริหารงาน จนกระทั่ง กลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการบริหารงานภาครัฐ โดยพ.ต.ท.ทักษิณได้นำมาใช้ในการบริหารงานในบางโครงการ อาทิ การปฎิรูประบบงบประมาณที่ต้องคำนึงต้นทุนต่อหน่วย ซึ่งปกติภาครัฐไม่ค่อยมีการคำนึงถึง เพราะเป็นเงินกงสีของประเทศ ปัจจุบันบางหน่วยบ้านเราก็ได้นำมาใช้ เช่น กพร.” ดร.ทิพวรรณ กล่าวและเสริมว่า อย่างไรก็ตาม การบริหารงานภาครัฐแนวใหม่นี้ หรือ NPM หลายประเทศกำลังพัฒนามีการนำไปใช้ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ปัจจุบัน 3 ประเทศพัฒนาแล้วที่ยังมีการใช้กันอยู่ ได้แก่ นิวซีแลนด์ อังกฤษ และออสเตรเลีย
       
       ดร.ทิพวรรณ ให้ทัศนะด้วยว่า ในยุคระบอบทักษิณ ยังเป็นยุคที่รัฐบาลที่มาใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งปกติเป็นงบประมาณที่ใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ โดยไม่ต้องแจกแจงรายละเอียด แต่ทักษิณก็ใช้งบประมาณก้อนนี้นำไปใช้ในแผนงานและกลยุทธ์ของรัฐบาลในเวลานั้น ซึ่งไม่ค่อยมีหน่วยงานใดเข้าไปตรวจสอบถึงรายละเอียดการใช้จ่าย
       
       “จากการศึกษาพบว่า โครงการส่วนใหญ่ที่ใช้เม็ดเงินลงทุนไปแล้ว ไม่ได้เน้นประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลมากเท่าไหร่ อาทิ โครงการสนามบินสุวรรณภูมิ ที่เน้นให้งานเสร็จก็โอเค ใส้ในเป็นอย่างไรไม่สนใจ หรือโครงการE-Governmence ( อาทิ E-passport ,E-smartcard ) ซึ่งลงทุนด้วยงบประมาณกว่า 70,000 -80,000 ล้านบาทในช่วงปี 2544 ใครได้ประโยชน์อย่างแท้จริงในโครงการเหล่านี้ หากประเมินกันอย่างจริงจัง ประชาชนได้ประโยชน์น้อยมาก ไม่คุ้มค่ากับงบมหาศาลที่ลงทุนไป”ดร.ทิพวรรณ กล่าวในตอนท้าย
       
       *************
       
       เมื่อระบอบทักษิณหวนคืนอำนาจ
       ฟื้นทุนนิยม-หนุนประชาธิปไตยมหาชน

       
       จะเกิดอะไรขึ้น.. ถ้าทักษิณสามารถทำให้หลุดพ้นคดี..กลับมาใหญ่อีกรอบ โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ท่ามกลางกระแสร้อนๆจากรัฐบาลและพ.ต.ท.ทักษิณ ที่กำลังเดินเกมรุกครั้งใหญ่ ..เร่งวัน..เร่งคืน เพื่อให้เป้าหมายครั้งนี้สัมฤทธิผลทันใจ “ กูรูวงการเมือง นักวิชาการ” ผนึกแนวคิดฉายภาพสังคมไทย เชื่อระบอบทักษิณก้าวร้าวกว่าเดิม ขณะที่ กลุ่มซ้ายเก่า คนเดือนตุลาฯ หนุน “ ทุนนิยมก้าวหน้า” สู่ “ ประชาธิปไตยมหาชน”
       
       กลุ่มซ้ายเก่า หนุน “ ทุนนิยมก้าวหน้า”
       
       นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ไชยยันต์ ไชยพร หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า ถ้าคุณทักษิณกลับมามีอำนาจอีกครั้ง อดีตคนพรรคไทยรักไทยก็จะกลับมามีอำนาจมากขึ้น โดยการกลับมาสู่อำนาจของคุณทักษิณ เป็นไปได้ 2 แนวทาง ได้แก่ 1. เกิดการประนีประนอมระหว่างชนชั้นนำด้วยกัน 2. เกิดจากการแตกหักของชนชั้นนำ แบบพ่ายแพ้ยับเยิน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเงื่อนไขแบบใด
       
       โดยถ้าหากกลับมาด้วยเงื่อนไขประนีประนอม เขาเชื่อว่า กลุ่มซ้ายเก่า เดือนตุลาคม เหล่านี้ต้องวิพากษ์แสดงความไม่พอใจว่า ทำไมถึงการประนีประนอมเกิดขึ้น แต่ถ้าแตกหัก กลุ่มนี้ จะเลือกไม่อยู่ข้างรัฐบาลคุณทักษิณอีกต่อไปเมื่อถึงเวลานั้น และจะหันไปใช้มวลชน ( ชาวนา-ชาวไร่-กรรมกร )สนับสนุนให้เรียกร้องและกดดันนโยบายประชานิยมเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
       
       “จากข้อเขียนงานวิจัย ( ของเขา ) ผมไม่เชื่อว่า พวกเขาจะสนับสนุนพรรค หรือ รัฐบาลระบอบทักษิณในฐานะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน แต่จะสนับสนุนในฐานะเป็นเครื่องมือไปสู่สิ่งที่ต้องการ จำนวนของกลุ่มซ้ายเก่าฯนี้ส่วนมากเป็นนักวิชาการที่มีจำนวนไม่มาก แต่ก็มีอิทธิพลต่อความคิดของนักศึกษาจำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มนี้ต้องการต่อกรกับระบอบทักษิณก็จะต้องใช้เวลานาน มาก( ลากเสียงยาว)”
       
       อาจารย์ ไชยยันต์ บอกว่า กลุ่มซ้ายเก่านี้ ( นักวิชาการ และนศ.)ที่เคลื่อนไหวสนับสนุนระบอบทักษิณ มองเป้าหมายและปัญหาที่ใหญ่กว่านี้ ไม่ได้มองปัญหาคุณทักษิณ เรื่องส่วนตัวซื้อขายหุ้นไม่เสียภาษี หรือทุจริตมีผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นเรื่องใหญ่ แต่เป็นเรื่องที่พอรับได้ เพราะพวกเขามองปัญหาสำคัญในเชิงทิศทาง พัฒนาการสังคม เศรษฐกิจไทย ในเชิงรูปแบบการปกครองว่าจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อันเป็นปัญหาที่กลุ่มฯมองเป็นเรื่องใหญ่กว่า
       
       “กลุ่มซ้ายเก่า ยังติดติดใจแนวคิดมาร์กซิสต์ โดยได้มีการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองใหม่ ซึ่งมองว่า การผลักดันสังคมไทยสู่ สังคมนิยม คงต้องผ่านขั้นตอน “ ทุนนิยมแบบสุกงอม ” ขณะที่นโยบายของพรรคทรท.ระดับเศรษฐกิจ คือ การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เป็นการก้าวสู่ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ มีการผูกระบบเศรษฐกิจไทยเข้ากับเศรษฐกิจโลกอย่างเข้มข้น รวมถึงการเปิดเขตการค้าเสรี ทั้งหมดนี้ เป็นการทำให้ทุนนิยมแบบเข้มข้นก้าวหน้าขึ้น ซึ่งพวกเขาต้องการสนับสนุน”
       
       เป้าใหม่ สู่ “ ประชาธิปไตยมหาชน”
       
       การสนับสนุนระบอบทักษิณของกลุ่มซ้ายเก่านี้ อาจารย์ไชยยันต์ เปิดเผยว่า จากการทำวิจัยศึกษาจากการกระทำ คำพูด รวมถึงข้อเขียน กลุ่มนี้มีเป้าหมายสนับสนุนระบอบทักษิณ เพื่อต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเก่า และนำสังคมไทยไปสู่ระบอบการปกครองใหม่ “ ประชาธิปไตยมหาชน” ซึ่งหมายถึง ระบอบการปกครองที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน มีประชาชนเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบัน ซึ่ง พระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจดังกล่าว ดังที่กฎหมายรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ในมาตรา 3
       
       “การที่พวกเขาย้ำว่า ต้องการประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย หมายความว่า ไม่ต้องการการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและเป็นผู้ใช้อำนาจแทนปวงชนชาวไทย ความคิดนี้ไม่แตกต่างไปจากปี 2475 อันเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ครั้งนี้ต้องการเปลี่ยนไปสู่ระบอบสาธารณรัฐไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบปัจจุบันนี้”
       
       กลับมารอบใหม่ “ก้าวร้าวกว่าเดิม”
       
       รองศาสตราจารย์ ดร. ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ผู้อำนวยการโครงการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขา พัฒนาธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ให้ทัศนะว่า ระบอบทักษิณกลับมารอบใหม่นี้ มีความก้าวร้าวมากกว่าเดิม เพราะการเลือกตั้ง ทำให้มั่นใจว่าคนส่วนใหญ่เอาระบอบทักษิณ และถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ ระบอบทักษิณก็ได้ชัยชนะ โดยจะสามารถกุมเสียงข้างมากได้ ซึ่งเป็นการเสริมความเชื่อมั่น ส่งผลให้ข้าราชการจำนวนมากเกิดลังเลใจ ไม่กล้าวางตัวเป็นกลาง จึงจำเป็นต้องเลือกอยู่ข้างฝ่ายชนะ โดยไม่อยากอยู่ข้างฝ่ายแพ้ เพราะจะส่งผลให้ตนเองหมดความก้าวหน้าในอาชีพ
       
       “จากเดิมที่คุณสมัครเคยบอกว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนยุบสภา 3 เดือน แสดงว่า ไม่ได้เร่งรัดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเร็วนัก แต่ล่าสุดมีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคพลังประชาชน โดยมีการเร่งรัดให้แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างรวดเร็ว สะท้อนถึงความก้าวร้าว (ระบอบทักษิณ )ที่ต้องการให้ได้ทันที”
       
       อีกทั้งล่าสุดบทบาทของคุณทักษิณ ชัดเจนมากขึ้น จากที่บอกว่า จะวางมือทางการเมือง แต่ก็หวนกลับมาเกี่ยวข้องกับการเมืองมากขึ้น เช่น มีข้อแนะนำเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วิพากษ์วิจารณ์คนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนให้ว่า คุณทักษิณได้ตัดสินใจเข้ามายุ่งเกี่ยวด้านการเมืองอีกครั้ง
       
       “ ดูเหมือนว่า มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอย่างรวดเร็ว โดยการประกาศทำให้เสร็จในระยะเวลาสั้นๆ แสดงให้เห็นถึง “ความวิตกกังวล” ถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองของรัฐบาลสมัคร ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนแลงอย่างเร่งรีบ”
       
       อาจารย์สังศิต กล่าวว่า คุณทักษิณรู้ดีว่า การเร่งรัดให้การเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะทำให้มีการเผชิญหน้ากันในสังคม แต่ดูเหมือนว่า คุณทักษิณเองก็ตัดสินใจแล้วว่า ถ้าไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนระบบผู้ปกครอง ตัวเขาอาจเป็นฝ่ายสูญเสียประโยชน์ จากการวินิจฉัยของระบบศาลไทย “รัฐธรรมนูญ เป็นตัวแปรต่อการอยู่รอดของคุณทักษิณ เพราะภารกิจเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขในเรื่อง อำนาจทางสังคม ก่อนไปสนใจปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ประชาชน ”
       
       เตรียมเช็คบิลกลุ่มต่อต้าน
       
       ไทกร พลสุวรรณ นักการเมือง และ แกนนำกลุ่มอีสานกู้ชาติ เจ้าของผลงานพอกเก็ตบุ๊คส์ “ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อทักษิณกลับ ”ให้มุมมองเชิงวิเคราะห์ หากระบอบทักษิณกลับมาใหญ่อีกรอบ สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ การจัดการกับกลุ่มคนต่างๆที่เป็นตัวขัดขวางเป้าหมายการสร้างระบอบปกครองทักษิณ เพราะวันนี้ทักษิณรู้แล้วว่า ใคร กลุ่ม คณะบุคคลใด หรือ องค์กรใด คิดอย่างไรต่อตนเอง
       
       “ทักษิณวางแผนที่จะจัดการกับกลุมต่างๆที่เป็นขัดขวางไว้แล้วเช่นกัน ว่า คนนี้จะทำอย่างไร บุคคลใดจะโดนเล่นงานหรือปล่อยให้ตายเอง ( ทำอะไรไม่ได้) เพราะโดยนิสัยของเขากับการใช้อำนาจก็คล้ายคลึงกัน โดยธรรมชาติของเขาจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการและเป็นคนที่ใช้คู่แข่งเป็นแรงผลักดันให้ตนเองประสบความสำเร็จ อีกทั้งชอบใช้ชีวิตแบบมันส์ๆ เพื่อความสะใจ นั่นเป็นนิสัยที่แท้จริงของเขา”
       
       *************
       
       แผนบันไดสามขั้นของพ.ต.ท.ทักษิณ
       ในการหวนคืนอำนาจทางการเมืองอย่างสมบูรณ์

       
       โดย: ไทกร พลสุวรรณ วิเคราะห์
       
       ขั้น 1 เอาชนะการเลือกตั้ง 23 ธันวาคมให้ได้ เพื่อจะได้จัดตั้งรัฐบาลที่เป็นพลพรรคของพ.ต.ท.ทักษิณ จะทำให้อำนาจศัตรูทางการเมืองของเขาถูกทำลายลง ได้แก่
       
       อำนาจของคมช.พล.อ.สนธิ บุญรัตนกลิน
       อำนาจของพล.อ.เปรมและบ้านสี่เสา
       อำนาจของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยของคุณ สนธิ ลิ้มทองกุล
       อำนาจของพรรคประชาธิปัตย์
       
       ขั้น 2 ใช้อำนาจของพรรคพวกของพ.ต.ท.ทักษิณหรือรัฐบาลภายใต้การคอนโทรลของ พ.ต.ท.ทักษิณดำเนินการปรับเปลี่ยนศูนย์อำนาจในระบบราชการหน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆใครอยู่ฝ่ายตรงข้ามจะถูกโยกย้ายออกไป ปรับเปลี่ยนศูนย์อำนาจในกองทัพทั้งสามเหล่าทัพ เมือปรับเปลี่ยนไปแล้ว ก็จะได้ดำเนินการเบี่ยงเบนหรือทำลายหลักฐาน หรือพยานที่จะเอาผิดกับพ.ต.ท.ทักษิณและพรรคพวกในคดีการทุจริตต่างๆที่มีการสอบสวนกันอยู่ในขณะนี้ โดยหลากวิธี ดังนี้
       
       1.หลักฐานที่มีอยู่ในระบบราชการทำลายทิ้ง
       2.หลักฐานที่ต้องมีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องก็ให้มีขบวนการดึงคดีไว้ อาทิ
       -ราชการส่งหลักฐานช้า
       -ราชการทำหลักฐานสำคัญหาย
       -ราชการไม่รับรองเอกสารสำคัญ
       -อัยการสั่งให้สอบเพิ่มเติม ( อีก 7ชั่วโครตก็สอบไม่หมด)
       
       ทั้งหมดเรียกว่า ยุทธวิธีดองสำนวน ทำกระทั่งคดีสำคัญๆไม่สามารถนำไปฟ้องร้องต่อศาลได้
       
       ขั้น 3 ทำให้พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นผิดจากคดีที่ขึ้นศาลฟ้องร้องแล้วให้กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยจะต่อสู้ในขั้นตอนพิจารณาคดีดังนี้
       
       -หน่วยงานราชการใดที่เกี่ยวข้องจะไม่ให้การยืนยันการกระทำความคิดของพ.ต.ท.ทักษิณ
       -พยานบุคคลจะกลับคำให้การ
       -หลักฐานสำคัญจะไม่ถูกนำไปสู่กระบวนศาล
       
       จนกระทั่งกระบวนการพิจารณาของศาลไม่สามารถตัดสินเอาผิดพ.ต.ท.ทักษิณได้ นี่คือ เป้าหมายบันได สามขั้น เพื่อให้ทักษิณกลับเข้าสู่วงการเมืองอีกครั้ง ทีมผู้ชำนาญการของพ.ต.ท.ทักษิณคาดว่าจะใช้เวลา 3-5 ปี

ข่าวล่าสุด ในหมวด
อีโคคาร์มอเตอร์โชว์เดือด ซูซูกิ - มิตซูฯโกยยอดทะลัก
คนดังพิสูจน์ชัด "กินฉี่" พิชิตสารพัดโรค
3 สายการบินแทงกั๊กกลับดอนเมือง “แอร์ เอเชีย”ยิ้มรับทุกท่าเตรียมบุกใหญ่
‘กิตติรัตน์’จุดอ่อนพาคนไทยตายหมู่ บริหารศก.สู่ยุคชะงักงัน - ชนวนเขย่า ‘รัฐบาลปู’
รัฐบาลยิ่งลักษณ์แสดงอิทธิฤทธิ์ กำจัดสื่อตรงข้าม! “ไทยพีบีเอส-กสทช.” เป้าสุดท้าย
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แบ่งปันให้เพื่อน
จำนวนคนโหวต 41 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
HOME ข่าวปก การเมือง เศรษฐกิจ - การค้า เศรษฐกิจโลก จีนาภิวัฒน์ ปริทรรศน์
บทความ ธุรกิจภูมิภาค การเงิน การตลาด ไอที ท่องเที่ยว - บริการ บ้าน - ที่ดิน
รถยนต์ E&M B - School HR

All site contents copyright ©1999-2009 Thaiday Dot Com Co., Ltd.