หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ | Taste
 

วงปีแห่งชีวิต งาน และความรัก เจ-มณฑล จิรา

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์
8 กรกฎาคม 2553 09:55 น.
วงปีแห่งชีวิต งาน และความรัก เจ-มณฑล จิรา
        การจะยืนหยัดอยู่อย่างยืนยาวในแวดวงมายา ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ สำหรับคนมายายุคใหม่ที่เหมือนผีพุ่งไต้ เกิดง่ายตายเร็วอย่างทุกวันนี้ แต่สำหรับคนหนุ่มคนนี้ 22 ขวบปีเข้าไปแล้วที่เขายังคงโลดแล่นอยู่บนเส้นทางสายนี้
       
       ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เจ-มณฑล จิรา อาจจะลาร้างห่างหายไปบ้างจากเส้นทางการแสดง ด้วยเหตุผลที่เขาได้แจกแจงไว้แล้วในบทสัมภาษณ์ถัดจากนี้ อย่างไรก็ดี เพียงแค่เดือนสองเดือนนี้ เขากลับมีผลงานภาพยนตร์ออกฉายไล่เลี่ยกันถึง 2 เรื่อง ซึ่งเรื่องที่จะเข้าฉายในช่วงกลางเดือนนี้อย่าง Pop Star นั้น หยิบเอาเรื่องราวของคนในแวดวงมายามากะเทาะในรูปแบบของหนังทริลเลอร์
       
       ส่วนอีกเรื่องซึ่งเข้าฉายไปแล้วเมื่อปลายเดือนก่อนและตอนนี้ก็ยังมีให้ชม "เราสองสามคน" หนังที่เล่าเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่ง (ส้มฉุน รับบทโดย เจ-มณฑล) ซึ่งมีหญิงสาวเดินทางเข้ามาในชีวิตพร้อมกันถึงสองคน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องรักน่าเวียนหัวอย่างที่สุด เพราะสาวคนหนึ่งดันหูตึง ขณะที่อีกคนก็สายตาสั้นไปซะงั้น
       
       อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าที่สุดแล้ว ชายหนุ่มอย่างส้มฉุนจะเลือกหญิงสาวคนไหนเป็นคนของหัวใจ แต่นั่นก็คือประเด็นที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเริ่มต้นบทสนทนาชิ้นนี้...
       
       ในชีวิตเจ เคยมีคนมาชอบพร้อมๆ กันทีเดียว 2-3 คนเหมือนในหนังหรือเปล่า?
       

       มีครับ มีครับ
       
       แล้วเราทำยังไงตอนนั้น คบพร้อมกันไปเลยไหม?
       
       (หัวเราะ) คือถ้ามีคนไหนที่เราชอบ เราต้องชัดเจนครับ พยายามแสดงออกให้อีกคนหนึ่งเขารู้ ให้มันเคลียร์ตั้งแต่ต้นเลย หรือถ้าไม่ชอบเลย ก็ต้องให้เคลียร์ตั้งแต่ต้น
       
       คือชอบก็บอกชอบ ถ้าไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ?
       
       ก็อย่างน้อยๆ อาจจะไม่ได้บอกไปตรงๆ เลยว่าชอบ แต่เราแสดงออกให้รู้ว่า โอเค เราชอบคนนี้นะ แต่อีกคนนึง เราอาจจะไม่เท่าไหร่
       
       ที่ผ่านมา ปีสองปี ดูเหมือนเจจะหายไปจากแวดวงบันเทิงสิ้นเชิงเลย ไปทำอะไรมาบ้าง?
       

       ผมเพิ่งกลับมาเมืองไทยได้สองปี กลับมา ผมก็มาตั้งสตูดิโออยู่ที่บ้าน ตอนนี้ก็รับทำคอมโพสซิ่งและโปรดักชั่นเกี่ยวกับดนตรีน่ะครับ ช่วงหลังๆ ได้ทำสกอร์เพลงโฆษณาและภาพยนตร์มาบ้าง มีงานโปรดักชั่นให้กับวงดนตรีต่างประเทศและวงที่เมืองไทย และช่วงนี้ก็กำลังโปรดิวซ์ให้กับสล็อต แม็ทชีน ชุดใหม่อยู่

วงปีแห่งชีวิต งาน และความรัก เจ-มณฑล จิรา
        ทำไม งานด้านการแสดงดูน้อยๆ ลงไป?
       
       จริงๆ ก็ตั้งแต่ผมกลับมาจากเมืองนอก ผมก็พยายามจะเอางานฝั่งดนตรีให้มันเริ่มต้นขึ้นมาได้ก่อน พอมันเริ่มอยู่ตัวและอยู่ได้แล้ว ผมก็ โอเค มาเล่นหนังสักเรื่องสองเรื่องก็ได้ นานๆ เล่นที
       
       แต่ในส่วนของงานเพลง เจเองก็เคยทำอัลบัมมาก่อนนะ?
       
       ใช่ครับ อันนั้นมันเป็นอะไรที่ค่อนข้าง Commercial หน่อย แต่ช่วงนี้ ผมมาทำ...(หยุดคิด) งานที่เราทำส่วนมาก มันเป็นอะไรที่เราทำกันเอง แล้วค่ายที่ผมทำ ก็รีลีสเป็นดิจิตอลดาวน์โหลดเพียงอย่างเดียว มันคงไม่ได้เป็นอะไรที่แมสเกินไป
       
       ตอนที่ออกอัลบัมตอนนั้น จำได้ว่าเสียงตอบรับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คิดว่าเป็นเพราะอะไร?
       
       มันอาจจะเป็นเพราะว่าคนเค้ายังไม่ค่อยเข้าใจมั้งครับ วิธีการทำงานของเรา Taste ของเรา อิมเมจที่ผมได้รับมา ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาหรือว่าเป็นนายแบบอะไรเงี้ย เค้าก็เลยคิดว่าคาแรกเตอร์ของเราคงจะเป็นอย่างที่เห็นในหนังสือ แต่ไม่รู้ว่าตัวเราเป็นยังไงจริงๆ พอเรามาเริ่มทำดนตรีซึ่งเป็นอะไรที่เราชอบอยู่แล้ว คนเค้าก็จะ Expect ว่า มันจะต้องออกมาเป็น Pop หรืออะไรสักอย่าง ซึ่งจริงๆ แล้ว เราไม่ได้ไปทางนั้น คนเค้าเลยอาจจะผิดหวัง หรืออาจจะไม่ได้ผิดหวัง แต่ไม่ได้คาดว่ามันจะออกมาเป็นแบบนั้น
       
       คือด้วยลุคของเจแล้ว ดูหล่อๆ ใสๆ แต่ทำเพลงและดนตรีออกมาตอนนั้นแล้ว มันปั่นป่วนโสตประสาทคนฟังมากๆ?
       
       ใช่ครับ คนเค้างง (หัวเราะ) แต่ผมว่าดีนะ เพราะเครดิตมันอยู่ตรงที่ว่า เราไม่ได้ไปทำอะไรที่มันตามเทรนด์เกินไป
       
       แต่คนฟังบอกว่าไม่ค่อยรู้เรื่อง?
       
       ผมว่ามันหลายอย่างนะ และการที่เราอยู่ค่ายที่มันเล็ก แล้วตอนนั้น เพลงค่อนข้างเยอะมากๆ เลย
       
       เป็นช่วงที่เพลงอินดี้เบ่งบานมากๆ ด้วย?
       
       ใช่ครับ แล้วทีนี้ พอมันมีเพลงออกมาเยอะๆ พอเค้าฟัง อย่างกลุ่มแฟนที่เป็น Fan Base ของผมน่ะ ไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวที่ฟังเพลงยุคนั้นและเพลงแนวนั้น มันก็เลยจะมีคนอยู่สองกลุ่มคือ คนที่ชอบแล้วมาซื้อ แต่เค้าไม่ได้เป็นกลุ่มแฟนของเราอยู่แล้ว แต่ก็จะมีอีกกลุ่มที่เป็นแฟนคลับของเราแล้วมาฟังก็อาจจะ"โอ้โห เป็นอย่างงี้เลยเหรอ" เค้าก็ไม่ชอบ
       
       หลายคนบอกว่าเจดูจะเป็นคนขบถเอาการเหมือนกัน อันนี้จริงไหม?
       

       คือจริงๆ ตั้งแต่ผมไปทำงานต่างประเทศ มันทำให้เราได้ประสบการณ์อะไรเยอะแยะ แต่พอกลับมา มันเหมือนกับว่าเราจะต้องใส่ใจมากขึ้น และ Keep Standard ของการทำงานหน่อย ก็พยายามเลือกอะไรที่มันดีจริงๆ แต่เอาเข้าจริงๆ พอเรากลับมาอยู่เมืองไทยได้สักพัก เราก็รู้ว่า อ้อ มันเลือกอย่างนั้นไม่ได้หรอก เพราะจริงๆ มันคนละวงการกันเลย เราต้องพยายามคิดแยกไว้ว่า โอเค เราทำงานที่นี่ มันจะเป็นแบบนี้นะ เราทำงานที่โน่น มันก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งนะ ไม่ต้องมาหวังว่างานที่นี่มันจะมีอะไรคล้ายที่โน่น เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ใช่ไหมครับ

วงปีแห่งชีวิต งาน และความรัก เจ-มณฑล จิรา
        ปรกติ เราเป็นคนที่เลือกมากมั้ย กับทุกๆ อย่าง หรือแม้แต่งานแสดง?
       

       ไม่ครับ แล้วอย่างงานแสดงนะ บทนี่ผมว่ามันไม่สำคัญเท่ากับการที่เราจะต้องเลือกผู้กำกับ เราเลือกคนทำมากกว่า เพราะบทดีแค่ไหน แต่คนกำกับไม่เป็น มันก็ออกมาเละอยู่ดี
       
       กับชีวิตหรือการทำงาน เจเป็นคนที่ซีเรียสจริงจังแค่ไหน?
       

       จริงๆ ผมอาจจะฟังดูเป็นคนชิลชิลนะ แต่ว่าผมเป็นคนที่พยายามตั้งใจทำงาน แต่ขณะเดียวกัน เราก็พยายามทำให้มันไม่มาคุมชีวิตเราเกินไป เรารู้ว่ามันเป็นงานของเรา แล้วเราสนุกกับมัน อย่าให้มันมาทำให้เราเครียด อย่าไปซีเรียสกับมันเกินไป
       
       เจมีความคาดหวังอะไรกับชีวิตบ้าง ในช่วงวัยที่เดินมาถึง 32 ปีนี้?
       

       ผมอยากทำงานที่มันสร้างสรรค์ออกมาเยอะๆ ครีเอตให้มันเยอะๆ ในสิ่งที่เราชอบน่ะครับ
       
       มันเป็นเพราะวัยด้วยหรือเปล่าที่ทำให้เราตระหนักว่า มันถึงเวลาที่เราจะฝากอะไรไว้กับโลกจริงๆ จังๆ ซะทีแล้ว?
       

       มีส่วนครับ หรือว่าบางที เราคิดว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหมือนกับว่าเราเก็บประสบการณ์มาเรื่อยๆ เราได้เรียนรู้มาจากหลายๆ คน หลายๆ ที่ ก็โอเค มันถึงเวลาที่...ต้องพอซะที แล้วก็เอาประสบการณ์เหล่านั้นมาทำผลงานดีกว่า
       
       มาถึงตอนที่ต้องเปิดบริษัทเอง ลงทุนเอง ดูแลบริหารจัดการเอง เจจัดวางหลักคิดยังไงให้กับตัวเอง?
       
       เชื่อมั่นในตัวอง และก็อย่างที่บอก เราอย่าไปซีเรียสกับมันมากเกินไป และในเมื่อเราเชื่อในตัวเองและเรามั่นใจในสิ่งที่เราทำและเราชอบมันเนี่ย มันจะทำให้เรารับได้ และเราก็จะเอนจอยกับมันและเราก็อยู่กับมันไปได้เรื่อยๆ แทนที่เราจะต้องมา Compromise กับมันตลอด ซึ่งพอทำอย่างงั้นไปนานๆ...ผมอยู่วงการนี้มา 22 ปี ถ้าเราทำแบบที่ต้อง Compromise ตลอด มันจะมีช่วงที่ Burn Out แล้วเราก็ไม่อยากจะทำน่ะ แต่ในเมื่อเรามาครีเอตอิมเมจของตัวเอง เราไม่ได้ตามแนวทางของคนอื่นตลอด มันก็เหมือนกับการเปิดประตูให้เราที่จะทดลองทำสิ่งใหม่ๆ โดยที่คนเค้าก็จะไม่ต้องมา Expect อะไรกับเรามาก ผมว่าดีกว่า
       
       แต่การที่เคยอยู่ในสังกัดหรือใต้ชายคาที่เป็นระบบจริงๆ มันก็ได้บ่มเพาะอะไรเยอะเหมือนกันนะ?
       
       ใช่ครับ อย่างน้อยๆ มันก็ทำให้ผมได้ทำงานตั้งแต่เด็ก คือถ้าเราไม่ได้ทำงานในวงการนี้มา เราก็คงไปทำ...หรือแม้แต่ตอนที่เราเรียน เราก็คงเลือกที่จะเรียนอย่างอื่น แต่เพราะเราได้ประสบการณ์จากวงการบันเทิงนี้มาแล้ว เราก็คงต้องใช้มันต่อไปเรื่อยๆ
       
       เด็กๆ ยุคใหม่นี่ ส่วนหนึ่งก็รังเกียจการอยู่ในบริษัทหรือสังกัดองค์กรที่เป็นระบบกันนะ เพราะแต่ละคนต่างก็อยากจะอิสระกันทั้งนั้น?
       
       จริงๆ ผมว่าถ้าเค้ามีความอยากแล้วก็มีความพยายามที่สูงพอ ผมว่ามันก็จะเป็นอะไรที่ดีกว่า แต่ว่าบางที หลายๆ คนเค้าต้องมาพึ่งสังกัดหรือค่ายเพื่อที่จะช่วยสร้างอิมเมจของเค้า มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันแล้วแต่คนน่ะ แต่เราพูดไม่ได้ว่า คนที่อยู่ในบริษัทดีกว่าหรือไม่ดีกว่าคนที่อิสระ

วงปีแห่งชีวิต งาน และความรัก เจ-มณฑล จิรา
        แต่ในที่สุด เจก็เลือกที่จะมาเปิดบริษัทของตัวเอง?
       
       คือมันก็มีพื้นฐานมาจากสิ่งที่เราชอบทำนั่นล่ะครับ ในเมื่อเรามีสตูดิโอแล้ว เราก็เลยคิดว่ามาทำเป็นบริษัทดีกว่า และหลักการของผมก็คือ Skill Set เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะไม่ว่าคนเค้าจะทำงานอะไร แต่ถ้าเค้าต้องการ Skill Set ของเราเนี่ย เค้าก็ต้องมาหาเราอยู่ดี นี่แหละคือจุดขายของเรา ใครต้องการเรา เค้าก็จะมาหาเรา
       
       เหมือนคนรักหรือเปล่า ที่ในที่สุด ถ้าเค้าต้องการเรา เค้าก็จะมาหาเราเอง?
       
       (หัวเราะ) คือตอนนี้ ความรักของผม มันเหมือนยังไม่เจอคนที่ถูกต้องหรือคนที่ถูกใจ
       
       ยังไม่เจอใช่ไหมครับ?
       
       ยังครับ
       
       จริงเหรอ อายุซะขนาดนี้แล้ว?
       
       เอ๊ะ หรือว่าเจอแล้วและพลาดไปแล้ว (หัวเราะ)
       
       คิดว่าผู้ชายควรจะแต่งงานตอนอายุสักเท่าไหร่ ถึงจะดี?
       
       คือเจอเนื้อคู่เมื่อไหร่ ก็แต่งตอนนั้นแหละครับ
       
       แล้วถ้าเจอตอน 70 ล่ะ?
       
       ผมว่า ถ้า 70 แล้วก็อาจจะไม่ต้องแต่งแล้วก็ได้ครับ มันอาจจะเกินวัยไปแล้ว
       
       คือถึงวันนั้น คำว่าแต่งงานอาจจะไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว?
       

       ช่ายยยย...แต่จริงๆ วันนี้ มันก็ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่นักหรอกฮะ
       
       ทำไมล่ะ?
       
       ไม่รู้สิ แต่ถ้าเราเจอคนที่เราชอบแล้ว เราใช้ชีวิตร่วมกัน ก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องแต่งงานกันเลย แต่เราก็เข้าใจนะว่า บางที ด้วยศาสนา ประเพณี หรือว่าคัลเจอร์ของบางประเทศ การแต่งงานมันเป็นอะไรที่สำคัญกับคน แต่สำหรับเรา มันไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่
       
       มันไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เราอยู่ด้วยกันได้จริงๆ?
       

       ช่ายยยย...
       
       ถ้าอย่างงั้น ก็พากันหนีนะ?
       
       ใช่เลยครับ (หัวเราะ)

ข่าวล่าสุด ในหมวด
อริยะ พนมยงค์ การค้นหาไม่มีสิ้นสุด
new world wine มากกว่าดื่มให้เมา
Escape to Nature and Culture@Kampangpetch
Own your life Be yourself ชินวุฒ อินทรคูสิน
โดดเด่นแบบ 4x4 MAN บนรันเวย์ Elle Fashion Week
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แบ่งปันให้เพื่อน
จำนวนคนโหวต 10 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
HOME ข่าวปก การเมือง เศรษฐกิจ - การค้า เศรษฐกิจโลก จีนาภิวัฒน์ ปริทรรศน์
บทความ ธุรกิจภูมิภาค การเงิน การตลาด ไอที ท่องเที่ยว - บริการ บ้าน - ที่ดิน
รถยนต์ E&M B - School HR

All site contents copyright ©1999-2009 Thaiday Dot Com Co., Ltd.