หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ | ข่าวปก
 

รัฐบาลยิ่งลักษณ์แสดงอิทธิฤทธิ์ กำจัดสื่อตรงข้าม! “ไทยพีบีเอส-กสทช.” เป้าสุดท้าย

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์
15 มีนาคม 2555 10:25 น.
รัฐบาลยิ่งลักษณ์แสดงอิทธิฤทธิ์ กำจัดสื่อตรงข้าม! “ไทยพีบีเอส-กสทช.” เป้าสุดท้าย
        • สูตรสำเร็จยุคชินวัตรครองเมือง
       • “แทรก-ซื้อ-สร้าง-คุกคาม”สื่อกระแสหลัก
       • ใช้อำนาจรัฐ-ธุรกิจในอาณัติสกัดสื่อรอง
       • พร้อมปูนบำเหน็จ “คนเด็ดหัวสื่อ” ขึ้นชั้นอำมาตย์
       • ส่วนพวกลิ้วล่อใหม่อยากได้ดี เดินตามรุ่นพี่กดดันสื่อ
       • เผยโฉมคนจัดการสื่อ..ถึงวันนี้อู้ฟู่ทั่วหน้า
       
       ความพยายามในการจัดการกับสื่อที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล ถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกยุคสมัยเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล พลันที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย รายการ “คลายปม” ถูกแบนโดยถอดออกจากผังรายการช่อง 11 NBT ทั้งหมดที่มี 4 รายการ คือ “คลายปม” “ลงเอยอย่างไร” “คนวงใน” และ “เวทีชาวบ้าน” ตามมาด้วยรายการในสถานีวิทยุ FM 92.25 และทีวีดาวเทียมช่องสุวรรณภูมิ ที่แม้จะเป็นของเอกชนแต่ด้วยแรงบีบของรัฐบาล ย่อมต้องถอดรายการออกขณะออกอากาศ
       
       ปฏิบัติการส่งอีเมลข่มขู่นักข่าวช่อง 7 ของแกนนำเสื้อแดงจังหวัดเพชรบุรี ที่เป็นเดือดเป็นแค้นแทน หลังจากที่นักข่าวสาวตั้งคำถามจนยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงต้องเดินหนีนักข่าว นอกจากนี้ยังจัดทัพคนเสื้อแดงไปกดดันให้ผู้บริหารช่อง 7 ปลดนักข่าวคนดังกล่าวออก
       
       หรือแม้แต่ค่ายสิ่งพิมพ์คุณภาพอย่างมติชน ยังพร้อมเลิกจ้างประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ หลังจากที่เจ้าของค่ายเลือกจุดยืนในการนำเสนอข่าวอีกแนวทางหนึ่ง มือขุดคุ้ยข่าวระดับรางวัลอย่างประสงค์เลยต้องถูกย้ายไม่ให้คุมสื่อหลัก จนท้ายที่สุดก็ต้องจ้างออก
       
       รายการ “เจาะข่าวร้อนล้วงข่าวลึก” ของค่ายทีนิวส์ ก็ต้องหยุดการออกอากาศระยะหนึ่ง เมื่อศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก็ได้กลับมาออกอากาศอีกครั้ง และเมื่อหมดสัญญากับทางช่อง 11 รายการนี้ก็หายไปจากจอ
       
       ตามมาด้วย 2 มีนาคม 2555 มีการบุกประชิดตัวและลากเอา กนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรรายการ “ข่าวข้นคนข่าว” ทางช่อง 9 อสมท เข้ามานั่งฟังพร้อมคำแนะนำให้ไปจัดรายการในสถานีเลือกข้างจากกลุ่มคนเสื้อแดง พร้อมทั้งถ่ายคลิปมาเผยแพร่
       
       ถัดมา กวีไกร โชคพัฒนเกษมสุข ได้ทุบกระจกรถทีมข่าว Voice TV เมื่อ 10 มีนาคมในงานชุมนุมของพันธมิตร โดยที่ผู้ชุมนุมได้ช่วยกันจับตัวและส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และศาลสั่งจำคุก 2 เดือน ปรับ 2 พันบาท โทษรอลงอาญา 1 ปี และต้องรายงานตัวทุก 3 เดือน เมื่อ 12 มีนาคมที่ผ่านมา

รัฐบาลยิ่งลักษณ์แสดงอิทธิฤทธิ์ กำจัดสื่อตรงข้าม! “ไทยพีบีเอส-กสทช.” เป้าสุดท้าย
นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล -จักรพันธุ์ ยมจินดา < /i>
        ดังแล้วได้ดี
       
       ผู้ที่คร่ำหวอดในวงการสื่อสารมวลชนกล่าวว่า การถอดรายการข่าวที่เป็นศัตรูทางการเมืองภายใต้อำนาจของรัฐบาลใหม่ที่มีถือว่าเป็นเรื่องปรกติ เพราะรัฐบาลชุดก่อนก็ทำในลักษณะเดียวกัน ความแตกต่างจะอยู่ตรงที่ระดับของการใช้อำนาจรัฐกับการจัดการสื่อฝ่ายตรงข้าม
       
       รัฐบาลประชาธิปัตย์ การใช้อำนาจในส่วนนี้มีความเข้มข้นน้อยกว่าพรรคเพื่อไทย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเพื่อไทยคุมเสียงในรัฐบาลได้มาก และการจัดการกับสื่อที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลทำมาตั้งแต่สมัยเป็นไทยรักไทยของทักษิณ ชินวัตร
       
       กรณีล่าสุดที่ จ.เจตน์ หรือ จิรปาณ ศรีเนียน บุกเข้าไปพบพิธีกรดังรายการ ข่าวข้นคนข่าว นับว่าเป็นการเตรียมการมาอย่างดี เพราะมีการเตรียมกล้องเข้าไปบันทึกการสนทนา รวมถึงคำพูดในการเจรจาที่ไม่ออกในรูปของการคุกคาม ทำให้มีการตีความว่าเป็นการคุกคามสื่อมวลชนนั้นจึงอยู่ในลักษณะก้ำกึ่ง
       
       แต่สิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือเป็นการปรามการทำงานของสื่อมวลชนที่มีทัศนคติไม่เห็นด้วยกับแนวทางของคนเสื้อแดง อีกทั้งการบอกว่าเป็นแค่ผู้ชมทั้งที่ที่จริงคนกลุ่มนี้เป็นคนเสื้อแดง และไปกันเป็นกลุ่ม อีกทั้งยังเป็นถึงผู้จัดรายการในสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของคนเสื้อแดง และยังเป็นบุคคลในระดับที่เข้าถึงทักษิณ ชินวัตร ได้ไม่ยาก และว่ากันว่าจิรปาณเป็นหลานของลดาวัลย์ วงศ์ศรีวงศ์ จังหวัดพะเยา
       
       แม้การรุกเข้าไปในครั้งนี้จะไม่ดุดันเหมือนกับในอดีตที่เคยปิดล้อมสำนักงานของหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก แต่ผลที่ออกมาคือการเป็นข่าวต่อสาธารณะ ย่อมทำให้ค่าตัวและอนาคตทางการเมืองของแกนนำคนนี้สดใสขึ้นมาทันที เห็นได้จากกรณีก่อนๆ อย่าง วิม รุ่งวัฒนจินดา อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด และพรทิพย์ ปักษานนท์ ที่บุคคลทั้ง 3 สร้างผลงานจนเข้าตากรรมการและรับตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งในองค์กรของรัฐ
       
       “เกรงกันว่านี่จะเป็นสูตรสำเร็จสำหรับคนเสื้อแดงที่อยากได้ความก้าวหน้าทั้งด้านหน้าที่การงานและผลประโยชน์”
       
       เขากล่าวต่อไปว่า หากเลือกมองเฉพาะคุณกนกที่บอกว่าทำหน้าที่ไม่เป็นกลางนั้น คงเป็นการเลือกกำราบเฉพาะบุคคล เพราะในช่องฟรีทีวีอื่น พิธีกรรายการดังที่ออกอากาศเข้าข้างอย่างชัดเจนหรือมีการออกอาการเห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทยก็มี คนเสื้อแดงก็รู้ว่ามีใครบ้างหรือคนดูทั่วไปก็มองออกว่าเอียงไปฝั่งใด แต่คนกลุ่มนี้กลับเงียบเพราะถือว่าเป็นพวกเดียวกัน แต่ถ้าใครที่ไม่ใช่พวกต้องถูกกำจัด
       
       ส่วนการทุบรถทีมข่าว Voice TV ของกวีไกร โชคพัฒนเกษมสุข ที่แม้ภายหลังมีความชัดเจนมากขึ้นว่าเคยร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร แต่วิธีการดังกล่าวขัดกับแนวทางการชุมนุมของพันธมิตรที่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง การ์ดพันธมิตรจึงช่วยกันจับตัวส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

รัฐบาลยิ่งลักษณ์แสดงอิทธิฤทธิ์ กำจัดสื่อตรงข้าม! “ไทยพีบีเอส-กสทช.” เป้าสุดท้าย
        วิทยุจัดการง่าย
       
       ยุทธวิธีในการควบคุมสื่อมวลชนของรัฐบาลไทยรักไทย พลังประชาชนและเพื่อไทย ถือว่าเข้มข้นกว่าทุกรัฐบาล เห็นได้ตั้งแต่การใช้บริษัทของตระกูลชินวัตร เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสถานีโทรทัศน์ไอทีวี จนเกิดกบฏไอทีวีขึ้นมา เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในไอทีวีคนข่าวจำนวนหนึ่งเลือกที่จะยืนข้างอดีตผู้ถือหุ้นใหญ่
       
       การจัดการกับสื่อฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลของเพื่อไทย สามารถแยกได้ตามกลุ่มสื่อ คือกลุ่มที่เป็นสื่อของรัฐคือสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ เพราะผู้จัดรายการจะต้องเข้ามาขอเช่าช่วงเวลา กรณีของสถานีวิทยุนั้นการจัดการทำได้ง่ายและไม่เป็นข่าวออกมามากนัก เนื่องจากผู้บริโภคสื่อส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการชมทีวีมากกว่า
       
       “นักจัดรายการวิทยุประเภทข่าว เมื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลที่เข้มข้น จุดจบก็คือมีการเปลี่ยนผังรายการ หรือหากยังอยู่ในระหว่างสัญญาเช่าก็อาจถูกถอดกลางอากาศได้ทันที”
       
       ช่อง 11 งานง่าย
       
       สำหรับการเข้าแทรกรายการของสถานีโทรทัศน์ ก็เช่นกัน เพราะฟรีทีวีที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นของรัฐทั้งหมด รัฐบาลสามารถเข้ามาดูแลได้โดยตรงคือสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 และช่อง 11 เพราะอยู่ในความดูแลของรัฐมนตรีประจำสำนักนายก ซึ่งรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่กำกับดูแลสื่ออยู่คือ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตผู้บริหารไอทีวีเดิม สำหรับช่อง 11 ถือว่าง่ายที่สุดสำหรับการเข้าไปจัดการเนื่องจากรัฐบาลกำกับดูแลโดยตรง รายการของอาจารย์เจิมศักดิ์ หรือของสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม จึงหลุดผังได้ไม่ยากเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล
       
       เมื่อจัดการกับสื่อฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลในสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการดึงเอาสื่อที่อยู่ข้างเดียวกับรัฐบาลเข้ามาดำเนินรายการแทน เช่น รายการจัตุรัสข่าวที่เป็นทีมของหนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ ที่มีสายสัมพันธ์กับทั้งทักษิณ ชินวัตรและเจ้าของโบนันซ่า เขาใหญ่ หรือการเพิ่มรายการคนไทยไม่จน ที่ดึงนำเอาอาจารย์เสื้อแดงจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ และชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท เว็บที่เน้นน้ำหนักให้กับคนเสื้อแดง เข้ามาเป็นพิธีกรทางช่อง 11
       
       ส่วนรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ที่เดิมมียิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี ออกอากาศเป็นหลัก โดยมี สุรนันทน์ เวชชาชีวะ รับหน้าที่เป็นพิธีกรสัมภาษณ์ ล่าสุดได้เปลี่ยนสถานะจากพิธีกรรายการกลายมาเป็นโฆษกประจำตัวนายกรัฐมนตรีไปแล้ว
       
       จักรพันธุ์หัวหอกล้างช่อง 9
       
       ส่วนช่อง 9 อสมท การเข้าไปดำเนินการต้องมีขั้นตอน เนื่องจากช่วงที่มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เข้ามาเป็นผู้อำนวยการ อสมท ได้แปรรูปองค์กรแห่งนี้ให้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยที่ครั้งนั้นแจ้งให้พนักงานทุกคนทราบว่า เมื่อแปรรูปแล้วสถานะความเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจจะหายไป แต่แลกมาด้วยการปรับเงินเดือนขึ้นทัดเทียมกับบริษัทเอกชน แต่ท้ายที่สุดมีการปรับเงินเดือนให้พนักงานในอัตราที่สูงจริง แต่สถานะความเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจก็ไม่ได้หมดไปตามที่เคยกล่าวอ้าง ดังนั้นพนักงานส่วนใหญ่จึงพอใจกับอดีตผู้อำนวยการคนนี้เป็นอย่างมาก และทุกคนก็ทราบดีว่ามิ่งขวัญก็คือคนของพรรคเพื่อไทย
       
       การเข้าไปเสียบในบอร์ดบริหารในช่อง 9 ของทีมพรรคเพื่อไทยหน้าเดิมอย่าง สรจักร เกษมสุวรรณ ธงทอง จันทรางศุ แต่จุดเด่นมุ่งไปที่ จักรพันธุ์ ยมจินดา อดีตผู้ประกาศข่าวกีฬาทางช่อง 7 และผันตัวเองไปเล่นการเมืองในพรรคเพื่อไทย เมื่อครั้งที่พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน ธุรกิจของจักรพันธุ์ไปฝังตัวที่ช่อง 5 ผลิตรายการสถานีสนามเป้า แต่ครั้งนั้นรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้ไปไล่บี้รายการดังกล่าวแต่อย่างใด จากนั้นจักรพันธุ์ได้เข้ามาจัดรายการ แว่นขยายbyจักรพันธุ์ที่ช่อง 11 ช่วงหนึ่ง และออกมาเพื่อเตรียมรับตำแหน่งใน อสมท
       
       ประกอบกับในช่อง 9 มีความพยายามไล่ผู้บริหารคนเก่าอย่าง ธนวัฒน์ วันสม ออกไป เมื่อได้บอร์ดใหม่เข้ามา จักรพันธุ์ ยมจินดา จึงทำหน้าที่รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ในช่อง 9 และสร้างความฮือฮาในการเปลี่ยนโลโก้ใหม่ของช่อง 9 ที่ดูแล้วหมิ่นเหม่ต่อการตีความว่ามีเจตนาแอบแฝง
       
       ก่อนที่จะมีกลุ่มคนเสื้อแดงไปพบกนก ได้มีการแฉกันถึงคำสั่งให้ฝ่ายโฆษณาขายในรายการ ข่าวข้นคนข่าว น้อยลง เพื่อให้มีผลต่อเรตติ้งของรายการลดลง จากนั้นจึงเป็นคิวของ จิรปาณ ศรีเนียน ที่บุกเข้าไปหาพิธีกรดังของรายการดังกล่าว
       
       ตามมาด้วยความคิดเห็นของจักรพันธุ์ ยมจินดา ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยกล่าวว่าบุคคลที่เข้ามาพบก็พูดคุยด้วยท่าทีสุภาพเรียบร้อย และดูเป็นห่วงเป็นใยนายกนก เป็นไปด้วยเจตนาที่ดีมากกว่า พร้อมทั้งกำชับไปยังบริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น แล้วว่า ขอให้ช่วยควบคุมลักษณะการจัดรายการของพิธีกรดัง
       
       นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการปรับผังรายการ ข่าวข้นคนข่าว ว่าขึ้นอยู่กับเรตติ้ง ซึ่งรายการดังกล่าวเป็นการผลิตร่วมกันระหว่างกลุ่มเนชั่นกับทางช่อง 9 เดิมมีกระแสข่าวว่าอาจจะถูกถอดรายการออกในช่วง 25 เมษายนนี้ แต่สัญญาของทั้งสองฝ่ายจะสิ้นสุดลงในราวเดือนกรกฎาคม ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของคนเสื้อแดงที่สกัดสื่อคนสำคัญได้ และเมื่อดึงเวลาจนสิ้นสุดสัญญา แน่นอนว่ากนกคงไม่ได้ออกรายการที่ช่อง 9 อีกต่อไป
       
       แยกหนังสือพิมพ์เป็น 2 ฝั่ง
       
       ส่วนการจัดการกับสื่อที่เป็นของเอกชนอย่างหนังสือพิมพ์นั้น ที่ผ่านมาก็สามารถทำได้สำเร็จ สามารถดึงเอาหนังสือพิมพ์หลักไปอยู่กับฝ่ายตัวเองได้ทั้งค่ายหัวสีหรือหนังสือพิมพ์คุณภาพ
       
       “คุณทักษิณอ่านธุรกิจสื่อทะลุทั้งหมด รู้ว่าสื่อสิ่งพิมพ์ เพียงแค่ยอดขายไม่สามารถอยู่ได้ โฆษณาจะเป็นตัวชี้ขาดว่าธุรกิจนี้จะอยู่ได้หรือไม่ ค่ายใดที่เห็นต่างจากรัฐบาลของเขาก็ตัดงบโฆษณาออก พร้อมทั้งใช้อำนาจที่ตนเองเป็นรัฐบาลอยู่เพ่งเล็งบริษัทอื่นที่ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ที่ยืนคนละฝั่งกับรัฐบาล จนสุดท้ายหนังสือพิมพ์นั้นก็จะมีโฆษณาน้อยลง” อดีตบรรณาธิการข่าวค่ายดัง กล่าว
       
       นอกจากนี้จะลงลึกไปถึงสถานะของบริษัทที่ทำหนังสือพิมพ์นั้นรวมถึงตัวเจ้าของ หากค่ายใดต้องการเม็ดเงินโฆษณาเป็นหลักก็จะป้อนโฆษณาให้ รวมถึงการให้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานอีเวนต์ต่างๆ ของรัฐบาล หรือถ้าเจ้าของหนังสือพิมพ์มีธุรกิจอื่นที่ต้องพึ่งพาการอนุมัติจากรัฐบาล ข้อเสนอการให้นักข่าวที่นำเสนอข่าวที่เป็นผลลบกับรัฐบาลพ้นจากหน้าที่ไปเป็นอีกหนึ่งแนวทาง หากเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะใช้วิธีเข้าไปซื้อหุ้นในสัดส่วนหนึ่งที่เพียงพอต่อการส่งคนของตนเองเข้ามาเป็นกรรมการในบริษัท ซึ่งจะทำให้ทราบถึงความเคลื่อนไหวของสื่อนั้นๆ มีทั้งค่ายเนชั่นและมติชนที่ใช้เครือข่ายธุรกิจทางการเมืองเข้ามาถือหุ้นแทน
       
       แม้ว่าสื่อหนังสือพิมพ์ที่ไม่ยอมทำตามแนวทางของรัฐบาล ยังมีการกดดันในรูปแบบอื่นๆ เช่นการให้กรมสรรพากรเข้ามาตรวจสอบ หรือเร่งรัดเพื่อหาทางดำเนินคดีต่างๆ ที่เคยมีอยู่เพื่อบีบเจ้าของหนังสือพิมพ์ให้ยอมเลิกการตรวจสอบงานของรัฐบาล รวมถึงการสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นกับสมาชิกในสมาคมนักข่าวหรือสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เพื่อทำให้องค์กรหลักอ่อนแอลง
       
       เมื่อสามารถปฏิบัติการให้หนังสือพิมพ์ที่วางแผงอย่างกว้างขวางทั่วประเทศรวมถึงหนังสือพิมพ์หัวการเมืองได้แล้ว การนำเสนอเนื้อหาหลักส่วนใหญ่จึงเป็นไปตามทิศทางที่สอดคล้องหรือช่วยแก้ต่างให้กับรัฐบาล ประชาชนทั่วไปที่อ่านข่าวผ่านสื่อในอาณัติย่อมคล้อยตามข่าวที่นำเสนอ
       
       ไทยคมบล็อกทีวีดาวเทียม
       
       สื่ออีกประเภทหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูงและมีบทบาทสำคัญในการชี้นำทางการเมืองคือ ทีวีดาวเทียม เพราะสื่อมวลชนบางกลุ่มที่ถูกปิดกั้นด้วยอำนาจของรัฐบาลจึงหาทางออกด้วยการเปิดทีวีดาวเทียม อีกทั้งตลาดทีวีดาวเทียมเติบโตอย่างรวดเร็ว
       
       แต่ช่องทางของทีวีดาวเทียมก็ถูกปิดกั้นได้ด้วยธุรกิจที่เคยเป็นของตระกูลชินวัตรมาก่อน เพราะส่วนใหญ่ในประเทศไทยต้องพึ่งพาการให้บริการของดาวเทียมไทยคมทั้งระบบ C-Band และ KU-Band
       
       “ช่วงที่ตั้งสถานีข่าวผ่านดาวเทียม เราติดต่อกับเอเยนต์ที่ได้ช่องสัญญาณของไทยคม แต่พอใกล้เซ็นสัญญา กลับถูกแจ้งว่าเต็มแล้ว เราจะไปร้องต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ว่าเทมาเส็กในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่มีธรรมาภิบาล” สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม กล่าว
       
       จะเห็นได้ว่าช่อง T-NEWS หรือช่อง TVD และช่อง BLUE SKY ของพรรคประชาธิปัตย์ต้องไปใช้ดาวเทียม NSS6 แทน ซึ่งเป็นการออกอากาศในระบบ KU-Band ที่เป็นรองระบบ C-Band เพราะถ้าเกิดเมฆมาก มีฝนตก ระบบ KU-Band จะรับชมไม่ค่อยได้
       
       ในช่วงที่การชุมนุมทางการเมืองบานปลายจนถึงขั้นปะทะกันนั้น สถานีดาวเทียมไทยคมถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ทั้งฝ่ายเสื้อแดงและฝ่ายตรงข้ามต่างก็ต้องการปกป้องและต้องการเข้าไปควบคุม แม้กระทั่งช่วงที่ถูกทหารควบคุมสถานีดังกล่าว แต่ช่องเสื้อแดงก็ยังออกอากาศปลุกระดมผู้คนได้ด้วยความร่วมมือของทีมเทคนิคด้านใน
       
       เว็บข่าวพอสู้ไหว
       
       ส่วนสื่อที่ยังพอมีช่องว่างที่อำนาจรัฐเข้าถึงน้อยคือเว็บไซต์ข่าว แต่สื่อประเภทนี้ก็มีข้อจำกัดในเรื่องความพร้อมในการเข้าถึง เพราะต้องใช้อินเทอร์เน็ต ใช้คอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้ที่เข้าถึงส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯและคนตามหัวเมือง ส่วนคนชนชั้นล่างจึงเสมือนถูกบังคับให้เลือกชมรายการทางฟรีทีวี ซึ่งสถานีโทรทัศน์อื่นก็พยายามนำเสนอข่าวสารทั่วไป ไม่เจาะลึกหรือเน้นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เพื่อให้ปลอดภัยจากอำนาจรัฐ ดังนั้น ปรากฏการณ์เสื้อเหลือง เสื้อแดง จึงเกิดขึ้น
       
       เช่นเดียวกับสื่ออย่างเฟซบุ๊ก ที่เมื่อมีคนตั้งกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลขึ้นมาก็จะมีการตั้งกลุ่มของรัฐบาลขึ้นมาประกบ ทั้งติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม หรือต่อว่าด่าทอกันบนเฟซบุ๊ก
       
       สร้างสื่อสู้
       
       สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นถือเป็นการเข้ามาแทรกสื่อและซื้อสื่อ ส่วนที่รัฐไม่สามารถจัดการได้ก็ใช้วิธีการสร้างสื่อของตัวเองขึ้นมาประกบ สื่อฝ่ายตรงข้ามมีทีวีดาวเทียม ก็สร้างสื่อทีวีดาวเทียมขึ้นมาหักล้าง
       
       ทีวีดาวเทียมของคนเสื้อแดงมีหลากหลาย กรณีของ Voice TV ที่ถือหุ้นใหญ่ผ่าน พานทองแท้ ชินวัตร แม้จะไม่ใช่ตัวหลักในการออกมาชน แต่เนื้อหารายการที่เป็นข่าวมักจะสอดรับไปในทางเดียวกับช่อง Asia Update ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อชนกับค่าย ASTV โดยตรง นอกจากนี้ยังมีการเช่าช่วงเวลาใน MVTV และยังมีเครือข่ายอย่าง Bangkok Today ช่อง DNN และ P&P ที่ดำเนินรายการโดยขวัญชัย ไพรพนา แกนนำเสื้อแดงขาใหญ่จากอุดรธานี ส่วน Spring News ยังถือว่าก้ำกึ่ง
       
       เช่นเดียวกับเว็บไซต์ข่าวก็มีการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาชนอย่างประชาไท และเว็บอื่นๆ ที่ทำบ้างหยุดบ้างตามงบประมาณที่เข้ามาอุดหนุน แม้กระทั่งสิ่งพิมพ์ก็มีกลุ่มเสื้อแดงที่ทำในรูปนิตยสารเข้ามาประกบ บางเล่มเมื่อบรรลุเป้าหมายพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล หนังสือนั้นก็หายไปจากตลาด เช่นเดียวกับวิทยุชุมชน ช่วงที่มีการทวงอำนาจคืนเสื้อแดงบางกลุ่มก็หันมาเปิดเฉพาะกิจ เพื่อรับเงินสนับสนุนจากนายใหญ่
       
       หากไม่สามารถหยุดยั้งสื่อฝ่ายตรงข้ามได้ วิธีสุดท้ายคือการส่งคนเข้าประกบ ทั้งการเตือน ข่มขู่ คุกคามหรือดักทำร้าย
       
       กลุ่มคนเสื้อแดงจะเลือกเป้าหมายเด่นๆ ที่มีผู้ชมติดตามสื่อรายการนั้นเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งยกเหตุผลต่างๆ นานา ขึ้นมาเพื่อขจัดเป้าหมายให้พ้นทาง ส่วนรายอื่นที่รายงานหรือดำเนินรายการที่เป็นประโยชน์กับคนเสื้อแดงจะได้รับการยกเว้น
       
       ในช่วงที่ผ่านมา ช่อง Blue Sky ของประชาธิปัตย์ มีรายการสายล่อฟ้าได้วิพากษ์วิจารณ์กรณี ว.5 ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จนรัฐบาลได้ผลิตรายการวิทยุและโทรทัศน์เพิ่มขึ้นอีก โดย อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทางสำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีการผลิตรายการโทรทัศน์ 2 รายการเป็นหลัก ซึ่งหากมีเหตุการณ์เร่งด่วนก็จะมีการจัดรายการเพิ่มเติม ซึ่งในทุกวันอังคารจะมีรายการ ครม.เพื่อประชาชน ออกอากาศทางช่องเอ็นบีที เวลา 20.30-21.30 น.
       
       รวมทั้งจะมีรายการเพื่อคนไทย ออกอากาศทางช่องเอ็นบีที ทุกวันพุธ เวลา 20.30-21.30 น. และรายการวิทยุชื่อรายการ หอกระจายข่าว ทางคลื่น เอฟเอ็ม 92.5 เมกะเฮิรตซ์ ทุกวันอาทิตย์ เวลา 09.00-10.00 น. ซึ่งเบื้องต้นจะออกอากาศครั้งแรกในวันที่ 25 มีนาคมนี้ ผลิตรายการโดยสำนักโฆษกเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
       
       เป้าต่อไปไทยพีบีเอส - กสทช.
       
       เชื่อว่าเป้าหมายในการเข้าไปจัดการกับสื่อนั้นยังเหลืออีก 1 แห่ง คือ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพราะที่ผ่านมามีความพยายามที่จะส่งคนของคุณทักษิณเข้ามา แต่ติดขัดในเรื่องข้อกฎหมาย เนื่องจากมีพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย 2551 ควบคุมอยู่ และในช่วงนั้นได้มีการเลือกคณะกรรมการเข้ามาทำหน้าที่บริหารหมดแล้ว ทำให้ตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้
       แต่อีกไม่นานเราอาจจะได้เห็นวิธีการแทรกเข้ามาด้วยการแก้พระราชบัญญัตินี้เพื่อส่งคนของฝ่ายการเมืองเข้ามา เพราะขนาดรัฐธรรมนูญยังแก้ได้ เรื่องพระราชบัญญัติจึงเป็นเรื่องเล็กสำหรับรัฐบาลชุดนี้
       
       รัฐบาลมีทางเลือกว่าจะแก้พระราชบัญญัติหรืออาจเลือกใช้วิธีอื่น ช่วงที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามารับหน้าที่ใหม่ๆ ได้มีการพูดกันถึงเรื่องเงินที่ใช้เป็นค่าใช้จ่ายของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่คิดมาจากภาษีบาปไม่เกินร้อยละ 2 ซึ่งอาจจะมีการทบทวนสัดส่วนดังกล่าวให้น้อยลงกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งในแง่ความเป็นรัฐบาลสามารถที่จะลดสัดส่วนดังกล่าวลงได้
       
       หากเลือกใช้วิธีนี้ก็จะทำให้สถานีโทรทัศน์แห่งนี้มีปัญหาด้านค่าใช้จ่าย และต้องลดจำนวนบุคลากรลง และด้วยงบประมาณที่มีน้อยลงย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของงานด้านข่าวลดลงตามไปด้วย ข่าวที่ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบก็อาจจะทำได้น้อยลงหรือทำไม่ได้เนื่องจากไม่มีบุคลากรเพียงพอ
       
       สุดท้ายภาครัฐก็จะสามารถควบคุมสื่อข้างมากไว้ในมือได้ อาจจะเหลือเพียงบางสื่อที่ยังเน้นตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอยู่ แต่พลังก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ
       
       ส่วนอีกองค์กรหนึ่งคือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็อยู่ในเป้าของรัฐบาลชุดนี้เช่นกัน เพราะองค์กรแห่งนี้สามารถที่จะกำหนดกฎระเบียบ ควบคุมได้ทั้งในส่วนของสื่อและส่วนของธุรกิจ ยิ่งอดีตนายกฯ ทักษิณ มีฐานธุรกิจมาจากสื่อหากสามารถเข้าไปดูแลในองค์กรนี้ได้ ก็จะควบคุมได้ทั้งส่วนที่เป็นสื่อและยังจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจดั้งเดิมของตระกูลชินวัตรได้
       
       แม้ปัจจุบันจะไม่สามารถควบคุมองค์กรแห่งนี้ได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าไม่มีคนของคุณทักษิณอยู่ในหน่วยงานแห่งนี้ แผนลองใจคนใน กสทช.จึงมีให้เห็นกับช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ที่มีการแจก iPhone 4S รุ่นใหม่จากค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ให้กับคนในหน่วยงานแห่งนี้ บางคนกล้าออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้รับหรือส่งคืนกลับไป แต่บางคนก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่ารับหรือไม่รับ
       
       นับว่าสิ่งที่ภาคการเมืองดำเนินการอยู่ในเวลานี้ ไม่แตกต่างกับองค์กรสื่อที่ลดความน่าเชื่อถือของตัวองค์กรลง แยกคนออกเป็นกลุ่มและดึงเข้ามาเป็นพวก และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม การเข้ามาแทรกแซงย่อมทำได้ไม่ยาก
       
       สูตรแทรกแซงสื่อของทักษิณ ชินวัตร
       
       ในวารสารราชดำเนินฉบับเดือนมกราคม 2555 เขียนถึงวิธีการแทรกแซงสื่อของทักษิณ ชินวัตร โดยเป็นงานด้านวิชาการที่ทีมงานของรุจน์ โกมลบุตร อาจารย์คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวเรื่อง “การแทรกแซงสื่อสาธารณะของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ประจำปี 2548”
       
       งานวิจัยเล่มนี้มีการวิเคราะห์เนื้อหา จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เดลินิวส์ และโพสต์ทูเดย์ ระหว่าง 10 มีนาคม-31 ธันวาคม 2548 ในช่วงดังกล่าวมีเหตุการณ์สำคัญด้านสื่อ เช่น การปิดวิทยุชุมชน-เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาวิจารณ์รัฐบาล ปลดบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ หลังเสนอข่าวเรื่องรันเวย์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิร้าว ออกกฎหมายจัดระเบียบเคเบิลทีวี แกรมมี่ซื้อหุ้นมติชน-บางกอกโพสต์ ทักษิณชูป้ายถามคำถามสร้างสรรค์-ไม่สร้างสรรค์ ปลดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ พ้นช่อง 9 ทักษิณ-สนธิฟ้องกันไปมา ฯลฯ
       
       อาจารย์รุจน์และทีมงานสรุปว่า สถานการณ์สื่อในยุครัฐบาลทักษิณ ปี 2548 มีการแทรกแซงสื่อโดยตลอด เพื่อไม่ให้สื่อได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาล โดยวิธีการแทรกแซงสื่อที่พบมี 24 วิธีได้แก่

รัฐบาลยิ่งลักษณ์แสดงอิทธิฤทธิ์ กำจัดสื่อตรงข้าม! “ไทยพีบีเอส-กสทช.” เป้าสุดท้าย
        แม้วันนี้นายกรัฐมนตรีที่เป็นน้องสาวของทักษิณ ชินวัตร สถานการณ์ด้านสื่อยังคงถูกจับตามองจากทั้งตัวสื่อและนักวิชาการด้านนี้ เพราะนับจากการเข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2554 เกิดเรื่องขึ้นกับสื่อที่มาจากการใช้อำนาจของรัฐและจากคนในเครือข่ายแล้ว 4 กรณี เริ่มตั้งแต่ถอดรายการของอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ของสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม กรณีคุกคามนักข่าวช่อง 7 และการพาพวกไปปรามการทำงานของกนก รัตน์วงศ์สกุล
       
       ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นไม่ว่าทั้งที่ช่อง 9 หรือในพื้นที่การชุมนุมของพันธมิตร ทางเราจะร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยแถลง
       
       เมื่อสอบถามถึงเรื่องการปกป้องนักข่าวที่ถูกคุกคาม นายกสมาคมนักข่าว กล่าวว่า ต้องดูระดับของการคุกคาม หากยังไม่ชัดเจนจะเป็นการให้กรรมการของสมาคมฝ่ายที่เกี่ยวข้องออกมาให้ความเห็นถึงกรณีที่เกิดขึ้น แต่ถ้าเป็นลักษณะของการคุกคามที่ชัดเจน ทางสมาคมจะออกแถลงการณ์ถึงการกระทำนั้นๆ ว่าเป็นการคุกคามสื่อมวลชน หรือถ้ายังมีการดำเนินการคุกคามต่อเนื่อง ก็จะยื่นหนังสือต่อผู้ที่รับผิดชอบในรัฐบาล
       
       “ต้องยอมรับว่าสื่อมวลชนไม่ใช่ตำรวจ ที่จะมีหน้าที่ไปดำเนินการใดๆ ในทางกฎหมาย หากกรณีที่กล่าวมายังไม่สามารถหยุดพฤติการณ์การคุกคามสื่อได้ ก็จะมีการรวมพลังกันทุกสื่อที่สมาคมนักข่าวเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วช่วงที่มีการปิดล้อมที่เนชั่น”
       
       พิฆาตสื่อได้ - ให้ตำแหน่ง
       
       การทุบรถของทีมข่าว Voice TV สถานีข่าวผ่านดาวเทียมที่มีพานทองแท้ ชินวัตร เป็นเจ้าของ เมื่อ 10 มีนาคมที่ผ่านมา ในงานชุมนุมของพันธมิตร ถูกขยายผลต่อโดยเจ้าของสถานีผ่านทางเฟซบุ๊ก Oak Panthongtae Shinawatra ว่า
       
       “เมื่อได้อ่านความเห็นหลายด้านจากข่าวที่ออกมาเกี่ยวกับอดีตการ์ดเสื้อเหลือง ทุบรถผู้สื่อข่าวของ Voice TV ที่ได้ทำข่าวการชุมนุมของพันธมิตรเมื่อถูกจับกุม กลับโดนด้วยการกล่าวหาจากพวกเดียวกันว่าเป็น เหลืองเทียมบ้าง แดงปลอมบ้าง ทำให้ผมรู้สึกหดหู่ใจและคิดว่าการเมืองไทยหากยังเลือกข้างกันอยู่อย่างไม่ลืมหูลืมตาแบบนี้ ความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ คงจะเกิดขึ้นได้ยากครับ โดยเฉพาะพฤติกรรม เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น เมื่อพวกตัวเองทำผิดแล้วถูกจับได้ก็กล่าวหาว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามทันทีอย่างไม่เขินอาย น่าจะหมดไปจากการเมืองยุคนี้แล้ว แต่กลับยังคงเป็นการเมืองท่าไม้ตายที่ใช้กันทุกวี่วัน คิดแล้วก็ท้อใจครับ นี่ขนาด Voice TV เราเสนอข่าวอย่างเป็นกลางแล้วยังโดนขนาดนี้ จะต้องให้เมืองไทยของเราแตกความสามัคคีกันจนล้าหลังเป็นอันดับบ๊วยของอาเซียนก่อนแล้วจึงค่อยหันหน้าเข้าหากันหรือเปล่าครับ เฮ้ออออ...”

รัฐบาลยิ่งลักษณ์แสดงอิทธิฤทธิ์ กำจัดสื่อตรงข้าม! “ไทยพีบีเอส-กสทช.” เป้าสุดท้าย
วิม รุ่งวัฒนจินดา - อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด พรทิพย์ ปักษานนท์
        ถือเป็นการชิงจังหวะของสถานการณ์ดังกล่าวให้ฝ่ายของตัวเองกลับมาได้เปรียบ เพราะเมื่อภายหลังทราบแน่ชัดแล้วว่าผู้ก่อเหตุเคยเป็นผู้ร่วมชุมนุมกับพันธมิตร โฆษกพันธมิตรจึงออกมาขอโทษ แต่การทุบรถของทีมข่าว Voice TV ในครั้งนั้นมีการจับตัวผู้ก่อเหตุได้โดยผู้ชุมชุมและถูกศาลพิพากษาลงโทษ แตกต่างจากผู้ที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยที่จัดการสื่อได้ รางวัลและตำแหน่งจะตามมาในไม่ช้า
       
       ไพร่สู่อำมาตย์
       
       ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเมื่อคนที่ทุ่มเททำงานให้ทักษิณ ชินวัตร ในการทวงคืนอำนาจหลังจากถูกยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 กลุ่มคนเสื้อแดงที่ชูคำว่า “ประชาธิปไตย” เมื่อพรรคเพื่อไทยสามารถเข้ามากุมอำนาจเสียงข้างมากในรัฐบาลได้ บำเหน็จต่างตอบแทนให้กลุ่มคนเหล่านี้จึงเกิดขึ้น
       
       แกนนำเสื้อแดงอย่าง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วน จตุพร พรหมพันธุ์ ยังเป็นแค่สมาชิกสภาผู้แทนในระบบสัดส่วน รอรอบของการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งต่อไป เช่นเดียวกับแกนนำคนอื่น เช่น นายแพทย์เหวง โตจิราการ หรือภรรยาของอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และอีกหลายคนที่ผลักดันตัวเองให้อยู่บนหน้าสื่ออย่าง จิรายุ ห่วงทรัพย์
       
       ส่วนลิ่วล้อในระดับรองลงไป รัฐบาลยิ่งลักษณ์ตอบแทนด้วยการให้คนเสื้อแดงเหล่านี้เข้าไปเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีหรือเลขานุการรัฐมนตรีกันเป็นทิวแถว
       
       จำนวนเสียงในสภาที่มากพอเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แม้จะดึงเอาพรรคอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วย แต่ยามนี้พรรคเพื่อไทยที่ทักษิณส่งน้องสาวอย่างยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องแคร์สังคมอีกต่อไป แม้บุคคลที่แต่งตั้งเข้าไปนั้นจะมีความเหมาะสมหรือไม่ก็ตาม
       
       เลขาฯ รมต.
       
       สำหรับกลุ่มคนที่ทำงานในการจัดการกับสื่อให้อยู่ในการควบคุม ย่อมได้รับการตอบแทนเช่นเดียวกัน
       
       วิม รุ่งวัฒนจินดา จากอดีตนักข่าว ผันตัวเองไปช่วยงานด้านการเมือง จนเป็นกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย และผู้สมัครรับเลือกตั้งในแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 108 กับกรณีการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ไปรายงานให้กับผู้ใหญ่ในต่างแดนได้ทราบเมื่อ 14 มิถุนายน 2554 ว่าได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้างกับการดูแลสื่อทั้งนักข่าว คอลัมนิสต์ ของหนังสือพิมพ์และทีวีหลายคน พร้อมทั้งเตรียมการทั้งเรื่องประเด็นหรือสร้างสรรค์เพื่อให้ข่าวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ โดดเด่นขึ้นมา
       
       ส่งผลให้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และนำมาถึงความแตกแยกในสื่อมวลชน
       
       ไม่ว่าอีเมลที่หลุดออกมาจะเป็นความจงใจของฝ่ายใด หรือแม้กระทั่งต้นตอของอีเมลอย่างวิมจะไม่สามารถชี้แจงเรื่องนี้ได้อย่างกระจ่าง แต่ความสำเร็จที่เกิดขึ้นคือ ทำให้สื่อมวลชนแตกแยกกันอย่างชัดเจน จนถึงขั้นถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติของค่ายมติชนทั้งหมด
       
       นับเป็นความสำเร็จที่ทำให้องค์กรสื่อที่เคยรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลทุกยุคสมัยและมีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันเมื่อพบการทุจริตคอร์รัปชันจากการบริหารงานของฝ่ายรัฐบาล ต้องมาแยกทางกันเมื่อความเข้มแข็งขององค์กรสื่อลดลง การนำเสนอของค่ายที่ไม่ได้เป็นสมาชิกก็ทำได้อย่างอิสระตามแนวทางของฝ่ายข่าวที่จะเป็นผู้พิจารณา ไม่จำเป็นต้องยึดข้อกำหนดที่เคยมีไว้กับสภาการหนังสือพิมพ์
       
       ความดีความชอบที่ วิม รุ่งวัฒนจินดา ได้รับคือ การเข้ามาเป็นเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของ กฤษณา สีหลักษณ์ ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับสั่งการกรมประชาสัมพันธ์ และดูแล อสมท
       
       เมื่อยิ่งลักษณ์ปรับคณะรัฐมนตรี วิมยังคงเหนียวแน่นกับเก้าอี้เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ แม้จะได้นายใหม่อย่าง นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ซึ่งเป็นหนึ่งในรายชื่อที่ถูกระบุไว้ในอีเมลปัญหา
       
       รองโฆษก
       
       อีกรายหนึ่งแม้จะไม่ได้เข้ามาจัดการสื่อเหมือนกับ วิม รุ่งวัฒนจินดา แต่อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด อดีตผู้จัดรายการทีวีของคนเสื้อแดง ที่โดดเด่นในเรื่องคำพูดเชือดเฉือนหักล้างฝ่ายตรงข้าม ได้เข้ามาเป็นผู้ดำเนินรายการ ข่าวหน้าสี่ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2551 จากนั้นในปี พ.ศ.2552 เขาก็ร่วมเป็นหนึ่งในพิธีกรรายการความจริงวันนี้ของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีทีวีของคนเสื้อแดง รวมถึงรับหน้าที่โฆษกบนเวทีการชุมนุมของ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน และผู้ดำเนินรายการ จับข่าวเล่าความ ทางช่อง ไอนิวส์แชนแนล และรายการ ที่นี่เอ็มวี 5 ทางช่อง เอ็มวี 5 ซึ่งเป็นรายการเล่าข่าว สนทนาเชิงข่าว และวิเคราะห์ข่าว
       
       เส้นทางของอนุสรณ์ นับได้ว่าเดินตามรอยของรุ่นพี่อย่าง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่เริ่มจากการเป็นนักโต้คารมมัธยมศึกษา จนได้ตำแหน่งนักโต้คารมฝ่ายชายยอดเยี่ยม เมื่อการร่วมรบในครั้งนี้รุ่นพี่ก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรี รุ่นน้องอย่างเขาได้รับรางวัลเป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
       
       บอร์ดการท่าฯ
       
       ส่วนรายที่แสดงอาการปกป้องยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จากกรณีที่ สมจิตต์ นวเครือสุนทร นักข่าวช่อง 7 ตั้งคำถามจนนายกฯ ต้องเดินหนีนักข่าว คือ พรทิพย์ ปักษานนท์ แกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี โดยส่งอีเมลต่อกันไปในหมู่คนเสื้อแดง ในเนื้อหาอีเมลดังกล่าวมีภาพ ชื่อ นามสกุลและสังกัด รวมถึงถ้อยคำที่ระบุว่า “จำหน้าหล่อนไว้นะ เห็นที่ไหนก็จัดให้หน่อย”
       
       จากนั้นเมื่อเรื่องเป็นคดีความ มีการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กลุ่มคนเสื้อแดงในนาม “สมัชชาประชาชนเพื่อการปฏิวัติประเทศไทย” ได้นัดหมายกันไปยื่นแถลงการณ์ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 7 เพื่อยื่นแถลงการณ์ให้ปลดนักข่าวรายนี้ออกจากหน้าที่ เพราะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมีอคติ ปฏิบัติหน้าที่เพื่อสนองความต้องการของตัวเอง ไร้จรรยาบรรณของสื่อมวลชนที่ดี และยื่นพวงหรีดเพื่อแสดงการต่อต้านด้วย โดยอ้างว่าช่อง 7 สนับสนุนให้นักข่าวปฏิบัติหน้าที่ทั้งที่ไร้จรรยาบรรณ
       
       เมื่อเธอได้ออกสื่อเป็นข่าว กลายเป็นใบเสร็จยืนยันถึงผลงานที่ทำ รางวัลที่ได้รับคือการได้รับคัดเลือกให้เป็นกรรมการอิสระในบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
       
       รอคิวรอบใหม่
       
       จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับกรณีของ จ.เจตน์ หรือ จิรปาณ ศรีเนียน ที่ห้าวหาญไปตักเตือนการทำหน้าที่สื่อมวลชนของ กนก รัตน์วงศ์สกุล ที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ถึงห้องแต่งตัวผู้ประกาศ ที่คนกว่า 20 คนเดินเข้าไปพบผู้ดำเนินรายการ ข่าวข้นคนข่าว ได้อย่างสะดวก
       
       จากนี้ไป จ.เจตน์ คงเตรียมตัวที่จะรับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในรัฐบาลชุดนี้แน่ เพียงแค่รอให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งต่อไปเท่านั้น จิรปาณ ศรีเนียน อาจได้รับการปูนบำเหน็จให้รับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ดีไม่ดีอาจกลายมาเป็นพิธีกรรายการข่าวทางช่อง 9 ก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด ในหมวด
อีโคคาร์มอเตอร์โชว์เดือด ซูซูกิ - มิตซูฯโกยยอดทะลัก
คนดังพิสูจน์ชัด "กินฉี่" พิชิตสารพัดโรค
3 สายการบินแทงกั๊กกลับดอนเมือง “แอร์ เอเชีย”ยิ้มรับทุกท่าเตรียมบุกใหญ่
‘กิตติรัตน์’จุดอ่อนพาคนไทยตายหมู่ บริหารศก.สู่ยุคชะงักงัน - ชนวนเขย่า ‘รัฐบาลปู’
รัฐบาลยิ่งลักษณ์แสดงอิทธิฤทธิ์ กำจัดสื่อตรงข้าม! “ไทยพีบีเอส-กสทช.” เป้าสุดท้าย
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แบ่งปันให้เพื่อน
จำนวนคนโหวต 70 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หน้าแรก ข่าวปก การเมือง ปริทรรศน์ ธุรกิจภูมิภาค พร็อพเพอร์ตี้ จีนาภิวัตน์
บทความ ตลาดทุน การค้า อุตสาหกรรม ไฟแนนซ์ การตลาด รถยนต์ ท่องเที่ยว บริการ ไอที
แมเนจเมนต์ HR เอสเอ็มอี Tast Education

All site contents copyright ©1999-2009 Thaiday Dot Com Co., Ltd.