หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ | ไฟแนนซ์
 

วิกฤติเงินฝากคุ้มครองได้แค่แบงก์เล็ก สบช่องดูดเงินแบงก์รัฐ-แนะคนฝากเงินทำใจ

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 16 กุมภาพันธ์ 2555 14:49 น.
        นายแบงก์หวั่นแผนโยกหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ เข้าแบงก์ชาติ ทำผู้ฝากเงินตกอยู่ในภาวะเสี่ยงหากเกิดวิกฤติสถาบันการเงิน ประเมินเงินที่มีรับมือได้แค่แบงก์เล็กรายเดียวเท่านั้น แนะหากเพิ่มวงเงินคุ้มครองเพิ่มเท่ากับช่วยคนรวย ควรเพิ่มหน่วยงานที่ได้รับความคุ้มครองอย่าง กบข.หรือประกันสังคมจะเกิดประโยชน์มากกว่า ขณะที่แนวทางเก็บเงินสมทบจากแบงก์รัฐกลายเป็นเข้าทางนักการเมืองที่ยังไร้ข้อสรุปถึงแผนการใช้จ่าย
            ข้อสรุปในการจัดเก็บเงินสมทบจากธนาคารพาณิชย์เอกชน เพื่อเป็นไปตามพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 กิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคาะตัวเลขเหลือที่ 0.47% แต่ที่แปลกคือจะมีการเสนอให้เก็บจากธนาคารรัฐในอัตราเดียวกันด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ขุนคลังยืนยันมาโดยตลอดว่าจะไม่เรียกเก็บจากธนาคารรัฐ
            ขณะที่เงินที่เรียกเก็บจากธนาคารพาณิชย์มีความชัดเจนว่าในอัตราดังกล่าว จะแยกเป็น 0.46% ให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากส่งต่อไปที่กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเพื่อชำระดอกเบี้ยที่มีอยู่แทนกระทรวงการคลัง ส่วนอีก 0.01% ให้เก็บไว้ที่สถาบันคุ้มครองเงินฝาก
       ส่วนเงินจากธนาคารรัฐที่ประเมินกันว่ามีประมาณ 1.3-1.5 หมื่นล้านบาท มีความชัดเจนเพียงแค่จะมีการจัดตั้งกองทุนใหม่ขึ้นมาและเงินในส่วนนี้จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มกังวลเกี่ยวกับเม็ดเงินดังกล่าวว่าจะถูกนำไปใช้ในโครงการใดและจะมีการรั่วไหลหรือไม่
       
       สบช่องรีดแบงก์รัฐ
            แหล่งข่าวจากวงการธนาคารกล่าวว่า แนวทางดังกล่าวกลายเป็นว่าเข้าทางรัฐบาล ที่เรียกเก็บเงินสมทบจากแบงก์พาณิชย์เพิ่ม แถมยังได้เงินจากธนาคารรัฐเพิ่มเข้ามาอีก ซึ่งถือว่าเป็นเงินสดที่เข้ามาปีละ 2 ครั้ง จากเดิมจะต้องรอจากกำไรของธนาคารรัฐ
            ในส่วนของธนาคารรัฐคงไม่มีผลมากนัก แม้จะดูว่าเป็นการเรียกเก็บในอัตราที่มากหากคิดจากเดิมที่ไม่ต้องส่งเงินสมทบเหมือนแบงก์พาณิชย์ ตรงส่วนนี้จะทำให้กำไรของธนาคารรัฐลดลง เงินนำส่งประจำปีน้อยลง แต่รัฐจะได้เงินจากแบงก์รัฐเร็วขึ้น ถือว่าไม่กระทบต่อรายได้ของรัฐ แต่สิ่งที่จะตามมาคือความได้เปรียบเรื่องการให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคารพาณิชย์เอกชนจะลดลง โปรโมชั่นเงินฝากต่าง ๆ จากนี้ไปน่าจะเริ่มมีน้อยลง
            ที่ผ่านมาส่วนต่างจากการเรียกเก็บที่อัตราเดิมคือ 0.4% นั้นทำให้ธนาคารรัฐใช้ส่วนต่างตรงนี้นำมาบวกเป็นอัตราดอกเบี้ยเพื่อจูงใจผู้ฝากเงิน อย่างเงินฝากประจำ 5 เดือนของธนาคารธนชาตดอกเบี้ย 3.15% เทียบกับเงินฝากประจำ 5 เดือนของธนาคารอาคารสงเคราะห์เฉลี่ยดอกเบี้ยที่ 3.41% ถือว่ามีส่วนต่าง 0.26% ถือว่าแบงก์รัฐยังเก็บความได้เปรียบไว้อีก 0.14%
            แต่ความได้เปรียบของแบงก์รัฐยังคงมีอยู่ เนื่องจากไม่อยู่ภายใต้การควบคุมจากธนาคารแห่งประเทศไทย ธุรกิจอย่างเช่นการออกสลาก หรือการขายเงินฝากพ่วงประกันหรือการหาเงินฝากพร้อมชิงโชคยังสามารถทำได้อยู่ แต่หากนับผลตอบแทนกันจริง ๆ แล้วคงต่างกันไม่มาก
            “การเพิ่มเงื่อนไขให้แบงก์รัฐต้องส่งเงินสมทบเท่ากับแบงก์พาณิชย์ ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ ยังมีรายละเอียดที่ต้องทำข้อตกลงกันให้ชัดเจน โดยเฉพาะธนาคารที่สามารถออกสลากได้ว่าจะนับเป็นเงินฝากหรือไม่ หากไม่นับรวมเป็นเงินฝากเชื่อว่าแบงก์รัฐอาจเลือกใช้วิธีการออกสลากมากขึ้น”
            เขากล่าวต่อไปว่า การเพิ่มภาระให้กับธนาคารพาณิชย์ไม่ว่าจะเป็นอัตราใดนั้น หากทำให้แบงก์รัฐกับแบงก์เอกชนมีต้นทุนที่ใกล้เคียงกัน รัฐจะเก็บ 1% ตามกฎหมายก็ได้ เพราะแบงก์สามารถผลักภาระไปสู่คนฝากและคนกู้ได้เพื่อรักษาส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยไว้เพื่อกำไรของธนาคาร แต่นั่นไม่ใช่สิ่งดีสำหรับเศรษฐกิจของประเทศ
            อีกทั้งอำนาจการต่อรองของธนาคารพาณิชย์ต่อภาคการเมืองถือว่ามีไม่น้อย เห็นได้จากก่อนที่จะมาได้ข้อสรุปถึงอัตราส่งเงินสมทบของธนาคารพาณิชย์ที่ 0.47% นั้น เดิมมีการเปิดตัวเลขที่ 0.6% จากนั้นขยับลงมาอยู่ที่ 0.55% และ 0.52% ในธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ก็เป็นทุนให้กับนักการเมืองแทบทุกพรรค บางท่านก็มีสายสัมพันธ์กับผู้นำของรัฐบาลทั้งในและนอกประเทศ เคยช่วยเหลือทางด้านธุรกิจกันมาตลอดตั้งแต่ช่วงที่ทำธุรกิจ ดังนั้นการจะหักคอแบงก์พาณิชย์ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อภาครัฐต้องการก็คิดเพิ่มในอัตราที่ไม่สูงนัก รวมไปถึงเงื่อนไขที่ให้ใช้อัตรานี้ไปก่อน 3 ปี หากแบงก์ชาติมีรายได้เพียงพอก็อาจถอยกลับมาจัดเก็บที่อัตราเดิมคือ 0.4%
       
       ค้ำได้แค่แบงก์เล็กแบงก์เดียว
            แนวทางของรัฐบาลดังกล่าวจะมีผลกระทบตามมาอีกหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือความต้องการที่จะขยายวงเงินฝากที่เดิมให้ความคุ้มครองไม่เกิน 1 ล้านบาทที่จะเริ่มใช้ 11 สิงหาคมนี้ โดยจะเพิ่มให้มากกว่าเดิม ตรงนี้จะต้องมีการแก้ไขกฎหมายกันใหม่ รวมไปถึงการให้แบงก์รัฐนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาประเทศก็ต้องแก้ไขพระราชบัญญัติของแต่ละธนาคารรัฐเช่นกัน และต้องออกกฎหมายใหม่ขึ้นมารองรับกองทุนพัฒนาประเทศ รวมไปถึงหากพระราชกำหนดการโอนหนี้มาที่กองทุนฟื้นฟูฯ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนก็อาจจะต้องถอยกลับไปออกเป็นพระราชบัญญัติ
            สำหรับหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลโดยตรงคือสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ที่มีการแบ่งเงินจากการจัดเก็บของแบงก์พาณิชย์เหลือแค่ 0.01% จากเดิมที่รับอยู่ 0.4% ขณะที่หน้าตักของสถาบันคุ้มครองเงินฝากปัจจุบันมีราว 8 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายเดิมที่หวังว่าจะมีเงินเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ 2 แสนล้านบาท
            ผู้บริหารแบงก์รายหนึ่งกล่าวว่า “เงินเพียง 8 หมื่นล้านบาทนั้นเพียงพอที่จะรองรับกับธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กเพียงแบงก์เดียวเท่านั้น หากมีวิกฤติใหญ่แล้วสถาบันการเงินต้องถูกปิดตัวลงหลายแห่ง สถาบันคุ้มครองเงินฝากคงไม่สามารถแบกรับได้ทั้งหมด แม้ว่าจะระดมทุนได้ด้วยการออกหุ้นกู้ แต่ในยามที่เกิดวิกฤติขึ้นมาจริง ๆ จะเห็นได้ว่าการหาเงินไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าจะหาได้ก็ต้องยอมรับกับต้นทุนที่สูง อย่างปี 2540 ที่ธนาคารพาณิชย์ออกตราสารเงินกู้ประเภทสลิปหรือแคปส์ครั้งนั้นต้องให้ดอกเบี้ยมากกว่า 10% นับว่าเป็นต้นทุนที่สูงมาก”
            ภาระของสถาบันคุ้มครองฯ ก็จะวนกลับไปที่รัฐบาล และรัฐบาลก็ต้องเอาเงินภาษีของประชาชนเข้ามาหนุนสถาบันฯ ถือว่ารัฐบาลสร้างภาระเสี่ยงให้กับประชาชนผู้ฝากเงินมากขึ้นกว่าเดิม
       
       เพิ่มความคุ้มครองคนรวย
            ส่วนแนวทางที่รัฐจะเพิ่มวงเงินคุ้มครองให้มากกว่า 1 ล้านบาทนั้น เขากล่าวว่าต้องกลับไปดูพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝากในปี 2551 ว่า สถาบันคุ้มครองเงินฝากเป็นองค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ ปี 2551 เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินโดยเฉพาะผู้ฝากเงินราย ย่อยที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่อาจจะไม่สามารถเข้าถึงข่าวสารทางการเงินได้อย่างเพียงพอ ในกรณีที่สถาบันการเงินซึ่งอยู่ภายใต้ความคุ้มครองถูกปิดกิจการ เพื่อไม่ให้ผู้ฝากได้รับผลกระทบเมื่อสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งมีปัญหา การกำหนดจำนวนเงินคุ้มครองไว้ชัดเจนจะบรรเทาความตื่นตระหนกเมื่อมีข่าว เกี่ยวกับสถาบันการเงิน ผู้ฝากไม่มีความจำเป็นต้องเร่งถอนเงินที่อาจทำให้เกิดปัญหาขาดความเชื่อมั่น ลุกลามต่อเนื่องในลักษณะลูกโซ่ โดยผู้ฝากเงิน จะได้รับเงินฝากคืนจากสถาบันคุ้มครอง เงินฝากอย่างรวดเร็วภายใต้วงเงินและภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนเงินฝากที่มีจำนวนเกินวงเงินจ่ายคืนดังกล่าว จะได้รับคืนเพิ่มเติมจากการชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ปิดกิจการ
            “คนที่มีเงินฝากเกินกว่า 1 ล้านบาท คนกลุ่มนี้มีความรู้ดีพอ ติดตามข้อมูลข่าวสารทางเศรษฐกิจ มีการจัดสรรเงินกระจายไปยังแบงก์อื่น ๆ เพราะเป็นการให้ความคุ้มครองไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อ 1 ธนาคาร หรือเคลื่อนย้ายไปยังแหล่งที่ปลอดภัยเช่นพันธบัตรรัฐบาล การขยายวงเงินคุ้มครองเพิ่มไม่ได้เป็นการช่วยคนมีรายได้น้อย แต่เป็นการช่วยคนมีฐานะ”
            หากรัฐบาลต้องการจะช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยที่มีมากกว่า 98% ควรจะแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มความคุ้มครองให้หน่วยงานที่บริหารเงินของประชาชน เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สหกรณ์ออมทรัพย์ต่าง ๆ น่าจะเป็นผลดีกว่า เพราะถ้าเกิดวิกฤติขึ้นมาจริง ๆ หน่วยงานเหล่านี้ที่มีภาระต้องดูแลเรื่องสวัสดิการกับสมาชิกจะประสบปัญหา เช่น คนที่รับบำนาญ หรือคนที่ต้องเบิกค่ารักษาพยาบาล

วิกฤติเงินฝากคุ้มครองได้แค่แบงก์เล็ก สบช่องดูดเงินแบงก์รัฐ-แนะคนฝากเงินทำใจ
        แบงก์พาณิชย์ดับเครื่องชน
       
            แทบจะไม่เคยเห็นการออกมาท้วงนโยบายของรัฐบาลจากสมาคมธนาคารไทย แต่การออกพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 ทำให้สมาคมธนาคารไทยต้องออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยถึงแนวทางที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่
            ดร.ธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ได้ออกมาแถลงว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2555 สมาคมธนาคารไทยได้จัดการประชุมระหว่างธนาคารสมาชิก เพื่อพิจารณาผลกระทบจากร่าง พ.ร.ก. ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 ซึ่งจากข่าวที่ปรากฏในสื่อมวลชน และจากการหารือกับทางการสรุปสาระสำคัญได้ว่า วัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็เพื่อแก้ไขหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จำนวน 1.14 ล้านล้านบาท โดยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์นำส่งเงินให้กองทุนฯ ตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด โดยเมื่อรวมอัตราเพิ่มเติมดังกล่าวกับอัตราที่ธนาคารนำส่งสถาบันคุ้มครองเงินฝากในปัจจุบันร้อยละ 0.4 แล้ว ต้องไม่เกินร้อยละ 1 ต่อปีของยอดถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครอง
            สมาคมธนาคารไทยมีความเห็นว่า การแก้ไขหนี้ซึ่งคั่งค้างมาเป็นเวลานานจำนวนนี้ ให้เกิดความชัดเจนเป็นสิ่งที่ดี และหนี้จำนวนนี้ควรถือเป็นภาระของประเทศที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องให้ความร่วมมือในการแก้ไข จึงจะสำเร็จลุล่วงไปได้ ในส่วนของสมาคมธนาคารไทยนั้น ธนาคารสมาชิกต่างก็มีความเต็มใจที่จะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งนี้จะต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และจะต้องดำเนินไปด้วยความเป็นธรรม
            การที่ร่าง พ.ร.ก. กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์นำเงินส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ รวมกับที่นำส่งสถาบันคุ้มครองเงินฝากไม่เกินร้อยละ 1 ของยอดเงินฝาก โดยมิได้ระบุว่าจะมีแหล่งเงินอื่นใดเข้ามาร่วมรับผิดชอบด้วย แต่กำหนดให้ธนาคารต่างๆ รับภาระเพียงฝ่ายเดียว สมาคมฯ เห็นว่าไม่ยุติธรรม และจะเป็นผลเสียกับประเทศในระยะยาว ด้วยเหตุผลดังนี้
            1.ความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 จำนวน 1.4 ล้านล้านบาท กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายของทางการในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ หากพิจารณาด้วยความเป็นธรรมจะเห็นว่า ธนาคารที่เปิดดำเนินการอยู่ในขณะนี้ มิได้มีส่วนในการสร้างความเสียหายดังกล่าว แม้ว่าจะมีบางธนาคารได้รับความช่วยเหลือจากทางการในช่วงเวลานั้น แต่ในที่สุดแล้วทางการก็ได้รับชำระคืนในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งจากมูลค่าหลักทรัพย์ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น จากการนำเงินส่งกองทุนฟื้นฟูฯ และสถาบันคุ้มครองเงินฝากมาโดยตลอด รวมทั้งภาษีเงินได้ นอกจากนี้ธนาคารยังมีบทบาทสำคัญในการระดมเงินฝากและอำนวยสินเชื่อแก่ธุรกิจต่างๆ ซึ่งช่วยทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวกลับคืนมาได้
            สำหรับธนาคารส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดที่เปิดดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ต่างก็แก้ไขปัญหาของตนเองโดยมิได้ขอรับความช่วยเหลือจากทางการ ทั้งโดยการเพิ่มทุนจากแหล่งเงินทุนต่างๆ โดยการขายทรัพย์สินอื่นๆ เพื่อนำมาเพิ่มทุน หรือโดยการขายหุ้นให้แก่ผู้ลงทุนจากต่างประเทศ ธนาคารพาณิชย์มิได้มีส่วนร่วมในการสร้างความเสียหายดังกล่าวแต่อย่างใด
            ดังนั้น การกำหนดให้มีการเรียกเก็บเงินนำส่งเพิ่มเติมจากธนาคารเพื่อนำไปชำระหนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า เนื่องจากธนาคารที่เปิดดำเนินการอยู่ในขณะนี้เป็นผู้ก่อหนี้ขึ้น หรือเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากหนี้ดังกล่าว จึงไม่เป็นความจริงและไม่ยุติธรรม
            2.ในปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์ในไทยต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากในอัตราร้อยละ 0.4 อยู่แล้ว ซึ่งนับเป็นอัตราที่อยู่ในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจโลก และสูงสุดในภูมิภาคอาเซียน ผลของการเรียกเก็บเงินในอัตราที่สูงอยู่แล้วเช่นนี้ หากมีการเรียกเก็บเพิ่มเติมขึ้นอีกให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย จะเป็นการซ้ำเติม และสร้างความอ่อนแอให้กับธนาคารพาณิชย์ของไทยในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ต้องเสียเปรียบสถาบันการเงินในต่างประเทศมากขึ้น
       ยิ่งในช่วงต่อไป ระบบการเงินในอาเซียนจะมีการเปิดเสรีมากขึ้นภายใต้ AEC เงินนำส่งดังกล่าว จะเป็นอุปสรรค เป็นภาระสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินของไทยไม่สามารถแข่งขันได้เต็มที่ทั้งในประเทศ ในเวทีภูมิภาค และในเวทีโลก
            3.การเรียกเก็บเงินนำส่งจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มเติมโดยธนาคารแห่งประเทศไทย จะทำให้สภาพการแข่งขันของระบบสถาบันการเงินในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันระหว่างธนาคารพาณิชย์เอกชนและสถาบันการเงิน (เฉพาะกิจ) ของรัฐ จะมีความเหลื่อมล้ำ ได้เปรียบเสียเปรียบกันมากขึ้น เพิ่มความบิดเบือนในระบบ เนื่องจากในปัจจุบัน การที่สถาบันการเงิน (เฉพาะกิจ) ของรัฐ ไม่มีภาระต้องนำส่งเงินคุ้มครองเงินฝาก ทำให้มีความได้เปรียบ และสามารถเสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากแก่ประชาชนในอัตราที่มากกว่าธนาคารพาณิชย์เอกชน ด้วยเหตุนี้ ฐานเงินฝากของสถาบัน (เฉพาะกิจ) ของรัฐ จึงสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา และมีการอำนวยสินเชื่อที่มิใช่ภารกิจหลักของตนแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์อย่างไม่เป็นธรรม
            ความเหลื่อมล้ำและความบิดเบือนที่จะเพิ่มขึ้นนี้ จะสร้างความไม่เป็นธรรม บั่นทอน ทำลายการแข่งขันในระบบ และทำให้ระบบสถาบันการเงินไทยไม่สามารถสนับสนุนการพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ ในระยะยาว
            ด้วยเหตุผลดังกล่าว สมาคมธนาคารไทย จึงมีความเห็นว่า การทิ้งปัญหาหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ โดยมิได้มีการจัดการอย่างชัดเจน จะเป็นผลเสียต่อเสถียรภาพของระบบการเงินการคลังของประเทศ ดังนั้นจึงสนับสนุนให้มีการแก้ไขโดยเร็ว แต่การแก้ไขปัญหาหนี้เป็นจำนวนมากเช่นนี้ จะต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบและเป็นธรรม ว่าจะมีแหล่งเงินใดบ้าง และจะแบ่งเบาภาระความรับผิดชอบระหว่างภาคส่วนต่างๆ อย่างเป็นธรรมอย่างไร จึงจะเกิดผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้สมาคมธนาคารไทยมีความยินดีที่จะมีส่วนร่วมรับภาระกับภาคส่วนอื่นในการแก้ไขปัญหาหนี้ดังกล่าว

วิกฤติเงินฝากคุ้มครองได้แค่แบงก์เล็ก สบช่องดูดเงินแบงก์รัฐ-แนะคนฝากเงินทำใจ
        “วิชิต สุรพงษ์ชัย” ชื่อนี้ยังขลัง
       
            ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ ถือเป็นอีกคนหนึ่งที่มีชื่อติดโผรัฐมนตรีในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาโดยตลอด ก่อนหน้านั้นได้ร่วมงานกับพรรคพลังธรรม ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ครั้งนั้นทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ในสมัยรัฐบาลชวน 1 เมื่อปี 2537-2538
            หลังจากนั้นเข้าสู่ภาคการเงินด้วยการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ธนาคารรัตนสิน จำกัด (มหาชน) และก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ รวมถึงที่ปรึกษาในบริษัทและองค์กรชั้นนำหลายแห่ง
            การเลือกตั้งเมื่อ 3 กรกฎาคม 2554 ที่พรรคเพื่อไทยได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ในการฟอร์มทีมหาคนนอกเข้ามาเป็นรัฐมนตรีชื่อของวิชิต สุรพงษ์ชัย เป็นตัวเต็งที่จะเข้ามานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงขนาดมีการยืนยันการเข้ามาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย ที่สอดคล้องกับข่าวการลาออกจากธนาคารไทยพาณิชย์ แต่ท้ายที่สุดตำแหน่งดังกล่าวตกเป็นของ ธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล เพียงแค่ 4 เดือน และเก้าอี้ตัวนี้ก็ถูกโยกเป็นของกิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่ควบเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจอีกตำแหน่ง
            นอกจากนี้การขายหุ้นชินคอร์ปให้กับกลุ่มเทมาเส็กจากสิงคโปร์เมื่อต้นปี 2549 ธนาคารไทยพาณิชย์ถือเป็นหนึ่งในแบงก์ที่ปล่อยสินเชื่อในการซื้อกิจการชินคอร์ป รวมถึงวิชิต ได้เข้าไปนั่งเป็นกรรมการในชินคอร์ปในระยะหนึ่ง
            ดังนั้นแนวทางในการโอนหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินกลับเข้าสู่อ้อมอกของแบงก์ชาติ ด้วยวิธีเรียกเก็บเงินสมทบจากธนาคารพาณิชย์เอกชนเพิ่ม ขณะที่รัฐเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องในการสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันกับธนาคารรัฐ
            การผนึกกำลังของสมาคมธนาคารไทย รวมไปถึงวิชิต สุรพงษ์ชัย ที่กล่าวว่า “ยอมรับว่าขณะนี้เงินฝากธนาคารของรัฐขยายตัวสูงมาก ซึ่งสมาคมธนาคารไทยอยากให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องความเสมอภาค” คำพูดดังกล่าวเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องยอมให้มีการเรียกเก็บเงินสมทบจากธนาคารของรัฐในอัตราเดียวกัน
       ไ     ม่ว่าเหตุผลของการยอมเรียกเก็บเงินสมทบจากธนาคารรัฐจะมาจากใครก็ตาม แต่ชื่อของวิชิต สุรพงษ์ชัย คงมีคนในพรรคเพื่อไทยไม่น้อยที่ต้องเกรงใจ

ข่าวล่าสุด ในหมวด
แอสเซทพลัสตั้งเป้าปีนี้โต 25% ออกกองทุนใหม่ลุยหุ้นต่างประเทศ
แบงก์กรุงเทพเพิ่มสาขาสุราบายา เตรียมเครือข่ายรับเปิดเสรีอาเซียน
รายงาน:ค่าครองชีพ เม.ย.กระหน่ำซ้ำ
แบงก์ตอบโจทย์เศรษฐีกระจายความเสี่ยงเดินหน้ายกเครื่อง “Wealth Management”
ประกันแห่ประชันตลาด PA เน้นขายง่าย-เพิ่มความคุ้มครอง
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แบ่งปันให้เพื่อน
ยังไม่มีผู้โหวต
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หน้าแรก ข่าวปก การเมือง ปริทรรศน์ ธุรกิจภูมิภาค พร็อพเพอร์ตี้ จีนาภิวัตน์
บทความ ตลาดทุน การค้า อุตสาหกรรม ไฟแนนซ์ การตลาด รถยนต์ ท่องเที่ยว บริการ ไอที
แมเนจเมนต์ HR เอสเอ็มอี Tast Education

All site contents copyright ©1999-2009 Thaiday Dot Com Co., Ltd.