หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกท่องเที่ยว | ถึงไหนถึงกัน
 

เสน่ห์ลับแล...หลง-หลิน กินอร่อย/ปิ่น บุตรี

ดูภาพชุดจาก Manager Multimedia
โดย ปิ่น บุตรี 4 สิงหาคม 2554 19:34 น.
       โดย : ปิ่น บุตรี

เสน่ห์ลับแล...หลง-หลิน กินอร่อย/ปิ่น บุตรี
ประตูเมืองลับแลกับรูปปั้นพ่อ-แม่-ลูก ที่มาของตำนานเมืองแม่ม่าย
             “ขอเพียงสัจจะวาจา
       แม่ม่ายเมืองลับแล
       หญิงที่ควรยกย่อง เชิดชูยึดมั่นในคุณความดี
       ยอมเสียสละความรักเพื่อธำรงจารีตประเพณี
       ของการรักษาวาจาสัตย์ไว้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติ
       ของชาวเมืองลับแล ทุกคน”
       
       ลับแลเมืองแม่ม่าย
       
       ถ้าพูดถึงเพลง“รักแม่ม่าย” ต้องนึกถึง“ยอดรัก สลักใจ” ผู้ล่วงลับ
       
       แต่ถ้าพูดถึงเมืองแม่ม่าย ก็ต้องนี่ “เมืองลับแล”(อ.ลับแล) แห่งจังหวัดอุตรดิตถ์
       
       ทำไมลับแลถึงได้ชื่อว่าเมืองแม่ม่าย?
       
       เรื่องนี้มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า
       
       ...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว หนุ่มชาวทุ่งยั้งคนหนึ่งเกิดพลัดหลงเข้าไปยังเมืองลับแลอันลึกลับ ไม่สามารถหาทางเข้าออกอย่างทั่วไปได้
       
       ลับแลเป็นเมืองที่ยึดถือเรื่องสัจจะวาจาเป็นสำคัญ ใครที่มีพฤติกรรมโกหกไม่อาจที่จะอยู่เมืองนี้ได้ (หากเป็นจริงดังตำนาน เมืองนี้นักการเมืองไทยอยู่ไม่ได้แน่นอน)
       
       หนุ่มทุ่งยั้งคนนั้นเมื่อเข้ามาอยู่ในลับแล เขาได้ไปผูกสัมพันธ์รักกับสาวลับแลนางหนึ่ง จนแต่งงานอยู่กินกันฉันท์ภรรยา-สามี มีลูกน้อยเป็นพยานรัก 1 คน
       
       ทั้งคู่อยู่กันอย่างมีความสุข ผัวทำไร่ เมียเป็นแม่บ้าน
       
       แต่มาวันหนึ่งผัวไม่สบาย เมียจึงออกไปทำงานแทน ทิ้งลูกน้อยไว้ในผัวดูแล
       
       ความที่ผัวไม่สันทัดในการเลี้ยงลูก ทารกน้อยจึงร้องไห้กวนอยู่ตลอด ฝ่ายพ่อปลอบเท่าไหร่ก็ไม่หยุด สุดท้ายจึงโกหกหลอกลูกน้อยไปว่า “แม่ของลูกกลับมาแล้ว หยุดร้องเถิด”
       
       เหมือนฟ้าลิขิต ฝ่ายเมียกลับมาถึงบ้านได้ยินพอดี ทำให้ฝ่ายผัวไม่สามารถอยู่เมืองนี้ต่อไปได้ เพราะผิดต่อหลักการของชาวลับแล เขาจึงต้องจำใจจำจากเมืองลับแลไป
       
       ในวันจากลา เมื่อเมียมาส่งบอกเส้นทางออกจากหมู่บ้าน เธอได้มอบถุงย่ามให้สามีหนึ่งใบ พร้อมกำชับว่าห้ามเปิดย่ามจนกว่าจะพ้นหมู่บ้านไปจึงสามารถเปิดได้ แต่หนุ่มทุ่งยั้งเมื่อเดินทางมาถึงกลางทางทางรู้สึกว่าย่ามหนักขึ้นเรื่อยๆ จึงเปิดย่ามดู เห็นมีหัวขมิ้นอยู่เต็มจึงโยนทิ้งไป เหลือเพียงเศษติดไว้(โดยไม่รู้ตัว)
       
       ครั้นเมื่อออกพ้นหมู่บ้านออกมา ชายหนุ่มเปิดถุงย่ามดูอีกครั้งพบว่า เศษขมิ้นกลายเป็นทองคำเหลืองอร่าม แต่...อนิจจาช่างน่าเสียดายยิ่ง ไอ้ครั้นจะกลับเข้าไปหาขมิ้นที่โยนทิ้งไป ก็ไม่สามารถหาเส้นทางที่จากมาได้ถูกแล้ว
       
       ขณะที่สาวชาวลับแลคนนั้นก็ต้องประสบชะตากรรมกลายเป็นแม่ม่ายลูกติด เกิดเป็นตำนานลับแลเมืองแม่ม่ายเล่าขานสืบต่อกันเรื่อยมา

เสน่ห์ลับแล...หลง-หลิน กินอร่อย/ปิ่น บุตรี
น้ำตกแม่พูลแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติขึ้นชื่อของลับแล
       ลับแลเมืองผลไม้
       
       “ลับแล” ชื่อนี้จากเอกสารของทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ระบุว่าน่าจะมาจากคำว่า “ลับแลง” ซึ่งเป็นภาษาล้านนาเรียกขานบริเวณทางด้านเหนือของเมืองกัมโภช ที่มีภูมิประเทศสลับซับซ้อน
       
       ลับแลวันนี้ ถือเป็นในเมืองท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชนที่มีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจ อาทิ “วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง” “วัดพระแท่นศิลาอาสน์” “วัดเจดีย์คีรีวิหาร”(วัดป่าแก้ว) และ “น้ำตกแม่พูล”

เสน่ห์ลับแล...หลง-หลิน กินอร่อย/ปิ่น บุตรี
สวนทุเรียนที่ปลูกแบบธรรมชาติ
       นอกจากนี้ลับแล ยังเป็นเมืองที่เด่นในด้านอาหารการกิน มีของกินพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ อย่าง ข้าวแคบ หมี่พัน ข้าวพันผัก ลอดช่องเค็ม อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเมืองผลไม้ ที่มีการทำสวนแบบธรรมชาติบนภูเขา ซึ่งมองผ่านๆแล้วมองแทบไม่ออกว่านั่นมันสวนผลไม้หรือป่ากันแน่
       
       ชาวสวนเมืองลับแลเขามีภูมิปัญญาการเสียบยอดอันน่าทึ่ง โดยสามารถนำยอดลองกองมาเสียบยอดบนต้นลางสาด เกิดเป็นผลไม้พันธุ์ใหม่ในชื่อ “ลางกอง” ขึ้นมา ซึ่งเป็นการนำคุณสมบัติเด่นของทั้งคู่มาผสมกัน ให้รสชาติอร่อย ยางน้อยมาก สามารถขายได้ราคาดีกว่า
       
       ขณะที่ทุเรียนนั้น ชาวลับแลเขานิยมปลูกกันมากถึงกว่า 90 % ถือเป็นผลไม้ยอดนิยมที่มีภูมิปัญญาในการทำสวนทุเรียนบนเขาที่น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะวิธีการเก็บทุเรียนลับแลนั้นถือเป็นความอะเมซิ่งที่ชวนทึ่งทุกครั้งยามที่ผมได้เห็น

เสน่ห์ลับแล...หลง-หลิน กินอร่อย/ปิ่น บุตรี
ชวนกินทุเรียนลับแลขึ้นชื่อ
       เรื่องของเรื่องมันมาจากการปลูกทุเรียนบนเขา ชาวบ้านที่นี่จึงคิดค้นวิธีที่ย่นระยะทางและระยะเวลาในการขนส่งทุเรียนข้ามภูเขา ด้วยการโยงลวดสลิงข้ามเขา และใช้วิธีชักรอกตะกร้าบรรทุกทุเรียนจากเขาลูกหนึ่งข้ามมายังเขาอีกลูกหนึ่งได้อย่างสะดวกโยธิน แต่ประทานโทษเห็นชาวบ้านเขาทำกันง่ายๆ แต่ถ้าไม่ชำนาญรับรองทำไม่ได้แน่
       
       ครั้นเมื่อชักรอกเก็บผลทุเรียนได้มาแล้วยังไม่จบเพียงเท่านั้น มันยังมีขึ้นตอนการนำผลทุเรียนลงมาจากภูเขาด้วยการใช้มอเตอร์ไซค์ติดตะกร้าไว้ที่เบาะหลัง แล้วใส่ทุเรียนหรือผลไม้อื่นๆมาจนแน่นเอียด ก่อนขี่มอเตอร์ไซค์ลงมาจากภูเขาที่สูงชันเหมือนไม่มีอะไร เรื่องนี้ถือเป็นความสามารถเฉพาะตัวอันเกิดจากความชำนาญที่แม้แต่นักมอเตอร์ไซค์วิบากก็มิอาจลอกเลียนแบบได้
       
       นอกจากภูมิปัญญาในการปลูก การเก็บ และการขนส่งแล้ว ชาวลับแลเขายังมีทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองอย่าง “หลงลับแล” กับ“หลินลับแล” เป็น 2 ยอดทุเรียนขึ้นชื่อที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวลับแลไม่น้อยเลย

เสน่ห์ลับแล...หลง-หลิน กินอร่อย/ปิ่น บุตรี
หลงลับแล มีผลค่อนข้างกลม
       ทุเรียนพื้นเมืองทั้งสองพันธุ์ ที่หลายๆคนมักเรียกคู่กันไปว่าทุเรียน“หลง-หลิน ลับแล” ได้ชื่อพันธุ์มาจากผู้ปลูกชาวสวนลับแล คือ “หลงลับแล” มาจากชื่อของ “นางหลง อุประ” ผู้คว้ารางวัลยอดเยี่ยมจากการประกวดทุเรียนของจังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อปี 2520 และได้รับการรับรองพันธุ์ในปี 2521 ก่อนที่จะนำยอดทุเรียนหลงลับแลจากต้นเดิมมาเสียบยอด ทาบกิ่ง ขยายพันธุ์ต่อมาจนถึงปัจจุบัน
       
       ส่วนหลินลับแลมาจากชื่อของ “นายหลิน ปันลาด” ที่นำเมล็ดทุเรียนพื้นเมืองมาปลูกแล้วเกิดการกลายพันธุ์เป็นทุเรียนพันธุ์ใหม่ที่ให้รสชาติดีกว่าเดิม นายหลินจึงส่งทุเรียนพันธุ์นี้เข้าร่วมประกวดในปี 2520 ด้วยเช่นกัน ซึ่งแม้เขาจะพลาดรางวัล แต่ด้วยความอร่อยของมันจึงมีผู้นิยมปลูกกลายเป็นทุเรียนพันธุ์ “หลินลับแล”ขึ้นมา
       
       หลงลับแลกับหลินลับแลต่างกันตรงไหน แรกๆผมก็ไม่รู้หรอกจนเมื่อมีโอกาสไปลับแลได้กินทุเรียนทั้งสองพันธุ์พูดคุยกับชาวสวนทุเรียน จึงได้รู้ว่าในความเหมือนของทุเรียนทั้ง 2 พันธุ์มันมีรายละเอียดที่แตกต่างให้สังเกตง่ายๆดังนี้
       
       หลงลับแล มีลักษณะของผลค่อนข้างกลม พูจะเต็มใหญ่ไม่เว้า ร่องพูไม่ลึก หนามเล็กแหลม ส่วนหลินลับแล ผลมีลักษณะเป็นร่องพลูลึกชัดเจน ทรงคล้ายมะเฟือง ลูกขนาดไล่เลี่ยกับหลงลับแลแต่มีลักษณะเรียวยาวกว่า

เสน่ห์ลับแล...หลง-หลิน กินอร่อย/ปิ่น บุตรี
หลินลับแลมีร่องพูเห็นชัดเจน
       ทุเรียนทั้ง 2 พันธุ์มีจุดเด่นคล้ายกันคือ เนื้อหนา เม็ดเล็กมาก(เม็ดตาย) รสชาติหอมหวานมัน ส่วนข้อแตกต่างในเรื่องรสชาติคือ หลงรสจะหวานแหลมนำ ส่วนหลินรสหวานกลมกล่อม(หวานไม่มาก)
       
       วันนี้ความนิยมของตลาด เท่าที่ผมสอบถามจากแม่ค้าพ่อค้าทุเรียนที่วางแผงขายอยู่ในเมืองลับแล ได้ความว่าหลินขายได้ราคาดีกว่า ตกอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 300 บาท ส่วนหลงอยู่ที่กิโลกรัมละ 150-200 บาท
       
       ได้ยินแล้วผมถึงกับอึ้ง เพราะเมื่อ 6-7 ปีที่แล้วไปลับแล ราคาของทุเรียนทั้งคู่ตกอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 50-80 บาท มาปีนี้ราคาพุ่งพรวด แต่ถึงพรวดยังไงเราก็ยอมเสียเงินซื้อกิน เพราะนานๆกินที
       
       อย่างไรก็ดีแม้หลง-หลินลับแลจะเป็นยอดทุเรียนขายได้ราคาดีมาก แต่วันนี้ชาวสวนทุเรียนลับแลกลับต้องประสบปัญหา หนอนเจาะเข้าไปกินเนื้อและเมล็ดของทุเรียนทั้งสองพันธุ์จนกระทบต่อการส่งออก จนนายฟื้น โชวันดี ประธานเครือข่ายเกษตรทางเลือกจังหวัดอุตรดิตถ์ต้องออกมาร้องเรียนว่า ปัญหาเรื่องหนอนเจาะเจาะเนื้อทุเรียนหลง-หลิน ที่ผ่านมาทางภาครัฐไม่ได้ให้ความสนใจอย่างจริงจัง แม้จะมีงบโครงการช่วยเหลือเกษตรกรของจังหวัดอุตรดิตถ์อยู่ 26.9 ล้านบาท แต่ก็ปรากฏว่างบนี้ถูกนำไปใช้แบบไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งเขาได้ขอให้ทางจังหวัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเพราะไม่อยากให้งบประมาณถูกละลายไปโดยสูญเปล่า
       
       สำหรับเรื่องนี้คงต้องติดตามดูกันต่อไป
       
       เพราะหนอนกินเนื้อทุเรียนอย่างไรก็เทียบไม่ได้กับหนอนกินงบประมาณ

ข่าวล่าสุด ในหมวด
จาก“สามหมื่น” ถึง “หัวหมด”...สวยสดทุ่งดอกเทียนชมพูสะพรั่ง/ปิ่น บุตรี
แอ่ว“อุ้มผาง”ตามหาหัวใจกลางป่า...พิชิต“ปิตุโกร” น้ำตกสูงที่สุดในเมืองไทย/ปิ่น บุตรี
“บึงกาฬ” อลังการม่านน้ำตก...ชวนทึ่งสวนน้ำธรรมชาติบนลานหินใหญ่/ปิ่น บุตรี
ขอคืน“สะพานมอญ”แห่งศรัทธา...คืนความสุขให้ชาวสังขละบุรี/ปิ่น บุตรี
ใกล้ตา ไกลตีน ปีนพิชิต “ภูสอยดาว”...ชมทุ่งดอกหงอนนาคสวยที่สุดในเมืองไทย/ปิ่น บุตรี
 
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 12 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014